ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังวัดแห่งหนึ่งในจ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน หรือ “จ่าเริง” ทหารกล้าสังกัด ร.23 พัน 3 ที่สละชีพขณะปฏิบัติการอยู่หน้าแนวในสมรภูมิเนิน 350 โดยวันนี้ทั้งนางอุ่น คลังประโคน อายุ 79 ปี คุณแม่ นางสาวชงโค คลังประโคน หรือ เมย์ อายุ 49 ปี พี่สาว ภรรยา และลูกๆ รวมไปถึงครอบครัวและญาติๆของ “จ่าเริง” ก็ได้เดินทางมาที่วัดแห่งนี้ เพื่อรอรับร่าง และจัดเตรียมประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และพลตรีชัยภัทร เงินดีเจริญ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 มาร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัว โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ครอบครัวหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ ซึ่งคุณแม่ของจ่าเริง ได้เปิดเผยกับทีมข่าวพร้อมน้ำตาว่า ได้พูดคุยกับลูกครั้งสุดท้ายก่อนไปรบ ลูกได้มาบอกแม่ให้อพยพมานอนที่วัด ส่วนลูกจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นตนเองก็ได้มาอยู่วัด และเมื่อไรที่ตนเองได้ยินเสียงปืนก็นอนไม่หลับ สุดท้ายวันนั้นของลูกก็มาถึง คุณแม่จ่าเริง บอกว่า ทำใจยากเหลือเกิน แม้พยายามที่สุดแล้วก็ตาม และขณะนี้ยังไม่สามารถนำร่างลูกชายลงมาได้อีก จิตใจของคนเป็นแม่จะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามตนเองไม่อยากให้มีบทเรียนแบบนี้เหมือนลูกของตนเองอีก ขอให้ทหารทุกนายได้อยู่รอดปลอดภัย ส่วนตัวของตนเองนั้นก็จะพยายามทำใจ ทั้งนี้ตนเองรู้สึกเสียใจมาก แต่ก็ภูมิใจที่ลูกชาย ได้สละชีพเพื่อชาติ
.
ขณะที่พี่สาวของจ่าเริง ได้เล่าถึงข้อความสุดท้ายที่น้องชายได้กล่าวไว้ว่า ”จ่าเริง“ ได้ส่งข้อความมาในไลน์กลุ่มว่า ทำได้แล้ว สามารถยึดปราสาทตาควายได้ สถานีต่อไปคือเนิน 350 และยังบอกอีกว่าจะอันตรายกว่าเดิมเป็นร้อยๆเท่า แต่น้องชายก็จะทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด พร้อมย้ำกับครอบครัวว่าไม่ต้องเป็นห่วง “เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว” และยังเคยได้บอกเจตนาว่าที่สมัครทหารมาก็เพื่อรับใช้ชาติ จะทำให้พ่อแม่ภูมิใจให้ได้นอกจากนี้น้องชายมักจะพูดเป็นลางเสมอว่า “หากผมทำไม่สำเร็จ ก็เอาธงชาติไทยคลุมร่างผม” ที่ผ่านมาครอบครัวจึงส่งกำลังใจให้กับน้องชายมาตลอด และภาวนาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนหรือระเบิด โดยน้องชายปฏิบัติการอยู่หน้าแนว เขารู้อยู่แล้วว่าอาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา แต่น้องชายก็พร้อมที่จะลุยและเอาชีวิตตัวเองไปแลก น้องชายเป็นแรงบันดาลใจและเป็นที่รักของเพื่อนพี่น้องอยู่เสมอ และยังเคยกล่าวกับตนเองว่า “ชาตินี้ขอเป็นนักรบ แต่ชาติหน้าขอเป็นนักบวช” เพราะว่าการเป็นทหารมันลำบากและเหนื่อย เขาก็ได้ตามที่ตั้งใจไว้ว่า “จะไม่ทำให้ครอบครัวลำบากเมื่อไม่มีเขา”
.
การสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของใคร หรือหนึ่งชีวิตของใครก็แล้วแต่ ประเมินค่าไม่ได้ ตนเองอยากฝากถึงน้องชายว่า “พี่โคตรภูมิใจเลยว่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเอ็งแล้ว แต่เอ็งอยู่ในใจพี่ตลอดไป“ อย่างไรก็ตามขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกคน ที่ส่งกำลังใจให้ ตลอดระยะเวลาที่ทราบข่าวว่าน้องสละชีพ(เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568)