3 ชนิดมะเร็งทางเดินอาหาร ภัยเงียบรู้ก่อนลุกลามเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
มะเร็งทางเดินอาหาร 3 ชนิด มักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง รู้เร็วเพิ่มโอกาศรอดชีวิต เผยเทคนิครักษาผ่าตัดมะเร็งโดยการส่องกล้อง
มะเร็งทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Cancer) กลุ่มโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะต่างๆ ของระบบย่อยอาหาร เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก
- มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal Cancer) มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจัยด้านโภชนาการ เช่น การบริโภคอาหารที่มีสารไนโตรโซหรือไนโตรซามีน ที่พบในอาหารเนื้อสัตว์แปรรูป รวมถึงโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังทั้งนี้ มะเร็งหลอดอาหารยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ชนิดเซลล์สความัสคาร์ซิโนมา กับชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา
- มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach Cancer) โดยส่วนใหญ่จะพบในรูปแบบของ อะดีโนคาร์ซิโนมาในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด หรืออาหารหมักดอง
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ กรรมพันธุ์ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และวิถีชีวิต ซึ่งการตรวจคัดกรองสามารถพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการรักษาและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มาก
มะเร็งระยะเริ่มต้น
ระยะเริ่มต้น (ระยะ 0 และระยะที่ 1) เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณเยื่อบุผิวชั้นในของอวัยวะ ซึ่งจำแนกแยกย่อยได้เป็น 2 ระยะ ดังนี้
- ระยะ Tis (Carcinoma in situ) เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งเพิ่งเริ่มก่อตัว อยู่เฉพาะที่ชั้นเซลล์เยื่อบุผิวด้านใน (epithelium) โดยยังไม่มีการลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อส่วนลึกหรือแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น
- ระยะ T1 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งเริ่มลุกลามเข้าไปในชั้นเยื่อบุผิวด้านใน (mucosa) แต่ยังไม่ลุกลามลึกเกินกว่านั้น
ทั่วไป ผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการผิดปกติ และมักได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรองหรือส่องกล้องตรวจสุขภาพ หากตรวจพบในระยะนี้ มักสามารถทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการตัดชิ้นเนื้อผ่านกล้องส่องตรวจทางเดินอาหาร (Endoscopic Submucosal Dissection: ESD) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีโอกาสที่จะมีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองน้อยมากและผลการรักษาถือว่าดีมาก โดยมีอัตราการรอดชีวิตในระยะเวลา 10 ปี มากกว่า 90%
ผ่าตัดมะเร็งโดยการส่องกล้องคืออะไร?
ผ่าตัดมะเร็งโดยการส่องกล้อง (Endoscopic Submucosal Dissection; ESD) เป็นเทคนิคการตัดมะเร็งในระยะเริ่มต้นหรือระยะก่อนเป็นมะเร็ง (precancerous lesions) ในระบบทางเดินอาหาร โดยใช้กล้องส่องทางเดินอาหารทางปาก (Esophagoduodenoscopy; EGD) ลงไป สำหรับการรักษามะเร็งที่หลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร และกล้องส่องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) ผ่านทางทวารหนัก สำหรับการตัดมะเร็งที่เกิดใน ลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง ซึ่งช่วยให้สามารถตัดก้อนเนื้องอกที่อยู่ในชั้นเยื่อบุผิวออกได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เนื่องจากโอกาสการเกิดการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองต่ำมาก
การผ่าตัดมะเร็งโดยการส่องกล้อง ESD ใช้ได้ทั้งในกระบวนการตรวจวินิจฉัยและการรักษา เช่น การ ตัดติ่งเนื้อที่มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง (High-grade dysplasia, Adenoma) รวมถึงการรักษามะเร็ง ในระบบทางเดินอาหารในระยะเริ่มต้น เช่น มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร เทคนิค ESD ไม่เหมาะกับการใช้รักษาเนื้องอกหรือมะเร็งที่ลุกลามไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรือมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองได้
ขั้นตอนการผ่าตัดส่องกล้อง ESD
แพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยตำแหน่ง ขนาด และลักษณะของเนื้องอกหรือก้อนมะเร็ง และ พบว่าเนื้องอกยังจำกัดอยู่ในชั้นเยื่อบุผิว ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง การรักษาจะเริ่มขึ้น
เมื่อถึงวันทำหัตถการ ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบหรือยาระงับความรู้สึกแบบทำให้หลับลึก (Deep Sedation) ตามความเหมาะสม จากนั้นแพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจภายในเพื่อตรวจสอบเนื้องอกอย่างละเอียด ก่อนฉีดสารพิเศษ เช่น น้ำเกลือ ไฮยาลูโรนิกแอซิด หรือสีเมทิลีนบลู เข้าไปในชั้นใต้เยื่อบุผิว ซึ่งช่วยให้การยกชั้นเยื่อบุผนังออกจากชั้นกล้ามเนื้อทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ทำให้ชั้นกล้ามเนื้อเสียหาย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียง
แพทย์จะใช้มีดไฟฟ้าเฉพาะทาง (Electrosurgical Knife) ค่อยๆ ตัดแยกเยื่อบุรอบก้อนเนื้อก่อน จากนั้นจะตัดออกจากเนื้อเยื่อชั้นล่าง หากมีเลือดออก แพทย์อาจใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า คลิปโลหะ หรือฉีดสารห้ามเลือด เมื่อตัดเนื้องอกออกเรียบร้อยแล้ว ชิ้นเนื้อจะถูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ รวมถึงการระบุชนิดของมะเร็ง
โดยทั่วไปผู้ป่วยจะนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้องอกและความซับซ้อนของการรักษา ทั้งนี้ หลังการผ่าตัดในช่วงแรกผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด หรือมีเลือดออกเล็กน้อย หากเป็นมะเร็งหลอดอาหารอาจมีอาการเจ็บคอ แพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนเหลวในช่วงแรก รวมถึงเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกภายหลังหรือแผลทะลุ (Perforation) หากพบอาการรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นได้น้อย อาจต้องใช้การส่องกล้องซ้ำเพื่อรักษาเพิ่มเติม หลังจากที่ผู้ป่วยหายดีแล้ว ควรพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษาและเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ
รักษามะเร็งระยะลุกลาม
- การผ่าตัดกระเพาะ ร่วมกับการผ่าตัดเลาะเอาต่อมน้ำเหลือง โดยรอบออก โดยในปัจจุบันในรายที่เหมาะสม การผ่าตัดสามารถทำได้ด้วยเทคนิค การผ่าตัดส่องกล้อง minimally invasive surgery; laparoscopic surgery ซึ่งได้ประโยชน์ในแง่ของ การฟื้นตัวที่เร็วกว่า ความปวดจากแผลผ่าตัดที่น้อยกว่า โดยไม่มีความแตกต่างกันของผลการผ่าตัดเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิด
- เคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการใช้ยาเคมีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและสามารถใช้ร่วมกับการรักษาอื่นเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะในมะเร็งระยะแพร่กระจาย
- การฉายรังสี (Radiation Therapy) ใช้พลังงานจากรังสีทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะจุด เหมาะสำหรับมะเร็งระยะต้นถึงกลาง หรือใช้บรรเทาอาการในมะเร็งระยะสุดท้ายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
- ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำและทำลายเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะในมะเร็งบางชนิดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ โดยเฉพาะในระยะแพร่กระจาย
- การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ใช้ยาเพื่อยับยั้งโปรตีนหรือกลไกเฉพาะของซึ่งการรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ อาจต้องทำหลายวิธีร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำ โดยแพทย์อาจพิจารณา ดังนี้
- ใช้เคมีบำบัดร่วมกับฉายรังสี การรักษาแบบมุ่งเป้า หรือ ภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งก่อนทำการผ่าตัด
- ใช้เคมีบำบัดร่วมกับฉายรังสี หรือภูมิคุ้มกันบำบัด หลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
มะเร็งระยะแพร่กระจาย หมายถึงมะเร็งระยะที่มีการกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ช่องท้อง ปอด หรือต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไป การรักษาหลักของระยะนี้คือการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด การผ่าตัดจะทำในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนจากมะเร็ง เช่น ทางเดินอาหารอุดตัน หรือเลือดออกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่อยู่ในระยะนี้จะมีการพยากรณ์โรค ที่ไม่ดี แต่ก็ยังมีผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จนสามารถกลับมา ทำการผ่าตัดเพื่อเอามะเร็งออกได้
ในปัจจุบันยังมีการผ่าตัดรักษามะเร็งในช่องท้องที่มีการแพร่กระจายภายในช่องท้องการรักษาโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้องแบบเดิม คือการให้ยาเคมีบำบัดทางเส้นเลือด เพื่อให้ตัวยากระจายไปฆ่าเซลล์มะเร็งต่างๆ ทั่วร่างกาย แต่พบว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ตัวยาเคมีบำบัดไม่สามารถเข้าถึงเนื้องอกที่แพร่กระจายในช่องท้องได้ดีเท่าที่ควร อีกทั้งความเข้มข้นของยาเคมีบำบัดที่ให้ทางเส้นเลือดยังไม่เพียงพอที่จะทำลายเซลล์มะเร็งจำนวนมาก ปัจจุบัน จึงมีการรักษาโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้องด้วยการทำ Cytoreductive surgery (CRS) ร่วมกับ Hyperthermic Intra Peritoneal Chemotherapy (HIPEC) เพื่อเพิ่มอัตราการมีชีวิตรอดของผู้ป่วย
การรักษามะเร็งด้วยวิธี CRS ร่วมกับ HIPEC ใช้กับมะเร็งชนิดได้บ้าง ?
การผสมผสานการผ่าตัดและเคมีบำบัดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งระยะแพร่กระจาย ด้วยการทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลือในช่องท้องหลังการผ่าตัดได้ดีขึ้น โดยมะเร็งในช่องท้องที่สามารถรักษาด้วยวิธี CRS + HIPEC ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุช่องท้อง มะเร็งไส้ติ่ง มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหารที่ยังไม่แพร่กระจาย และภาวะเยื่อบุช่องท้องมีสารคัดหลั่งมากเกินไป (Pseudomyxoma peritonei) ซึ่งมักเกิดจากมะเร็งไส้ติ่งที่แพร่กระจายไปยังช่องท้อง อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย จึงต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง
กระบวนการรักษามะเร็งด้วยเทคนิค CRS ร่วมกับ HIPEC
- Cytoreductive Surgery (CRS) ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อกำจัดเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งออกให้ได้มากที่สุด โดยส่วนที่เหลือต้องมีขนาดไม่เกิน 2.5 มม. เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการผ่าตัดอาจรวมถึงการตัดอวัยวะบางส่วนหรือการเลาะเยื่อบุช่องท้องที่เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไป
- Hyperthermic Intraperitoneal Chemotherapy (HIPEC) หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ศัลยแพทย์จะใช้ยาเคมีบำบัดที่มีอุณหภูมิ 41-43°C ฉีดล้างช่องท้อง โดยกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 30-120 นาที อุณหภูมิที่สูงช่วยเพิ่มการซึมผ่านของยาเคมีบำบัดเข้าสู่เซลล์มะเร็งและเสริมฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่
ซึ่งการรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการผ่าตัดรักษามะเร็งด้วยวิธี CRS ร่วมกับ HIPEC ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2