ข่าวnews

ต้น พ.ค.เตรียมรับมือ "ร้อน" กว่านี้

อุตุฯ เผย ต้น พ.ค.ยังร้อนกว่านี้ แตะ 38-39 องศาเซลเซียส แนะวิธีรับมือ “โรคฮีทสโตรก” ร้อนแค่ไหนก็รับไหว

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.61 นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ช่วงนี้ประเทศไทยจะมีอากาศร้อน เนื่องจากดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับประเทศไทย โดยขณะนี้ตั้งฉากอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และวันที่ 27 เม.ย.นี้ ดวงอาทิตย์จะมาตั้งฉากที่กรุงเทพมหานคร แต่คาดว่าในวันดังกล่าวกรุงเทพฯ จะมีฝนตก ทำให้อุณหภูมิไม่สูงที่สุด มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 34-35 องศาเซลเซียส ส่วนช่วงที่กรุงเทพฯ จะมีอากาศร้อนและอุณหภูมิสูงสุดคาดว่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือน พ.ค. โดยมีอุณหภูมิอยู่ 38-39 องศาเซลเซียส ในพื้นที่บางเขน และจ.ปทุมธานี จากนั้นกลางเดือน พ.ค.เป็นต้นไปประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝน

นายวันชัย กล่าวต่อว่า สำหรับช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของวัน คือ เวลา 15.00-16.00 น. เนื่องจากมีการสะสมความร้อนและอุณหภูมิต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากก่อนเคลื่อนตัวลับขอบฟ้าในตอนเย็น พร้อมแนะนำว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง และควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดอุณหภูมิในร่างกาย ป้องกันการเกิดฮีทสโตรก

สำหรับ โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง

โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคฮีทสโตรก คือ ไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ  รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน  เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน  รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัว  ลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น  และถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย

“ผู้สูงอายุ-เด็ก” กลุ่มเสี่ยงสูงดูแลใกล้ชิด

บุคคลที่มีความเสี่ยงในการเกิด  “โรคฮีทสโตรก” คือ ผู้สูงอายุ  เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด  ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง   เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก  ทั้งนี้ หากเจอผู้ที่กำลังเป็น “ฮีทสโตรก” มีวิธีให้ความช่วยเหลือ เบื้องต้น คือ นำเข้าในที่ร่ม  นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง  ถ้ามีการอาเจียนให้นอนตะแคงก่อน เมื่ออาเจียนแล้วให้นอนหงาย คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ตามซอกลำตัว คอ รักแร้  เชิงกราน ศีรษะ เพื่อระบาย ความร้อนร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน ราดน้ำเย็นลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้ควรป้องกันโรคฮีทสโตรกไว้ก่อนทุกครั้งหากต้องเผชิญกับอากาศร้อน  คือ ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่มีอากาศร้อนจัด ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน โปร่ง ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำ ให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้จะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว  ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยให้อยู่ในห้องที่มีอากาศระบายได้ดี และไม่ให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง ในกรณีที่จะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรเป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงโดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที  เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศ

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมการแพทย์

ติดตามสถานการณ์พายุปาบึก ได้ที่นี่