สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฟอสซิลของไดโนเสาร์ที่ทางอนุสาวรีย์แห่งชาติ “แกรนด์ สแตเคส-เอสกาลันเต้ เนชั่นแนล มอนิวเมนท์” (Grand Staircase-Escalante National Monument) นำออกมาจัดแสดงครั้งนี้ เป็นชนิดพันธุ์ อาไคนาเซฟาลัส จอห์นโซนิ อยู่ในตระกูลที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ไดโนเสาร์หัวหนาม หรืออังคิโลซอริด (Ankylosaurid) ซึ่งขุดพบมาตั้งแต่ปี 2008 และใช้เวลาถึง 4 ปีเต็มในการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยไดโนเสาร์หัวหนามนี้ เป็นสัตว์กินพืชเดิน 4 เท้าขนาดกลาง มีลำตัวยาว 13 ถึง 16 ฟุต สูง 3 ฟุตครึ่ง ลักษณะเด่นของมันก็คือ มีกระดูกที่เป็นงอกคล้ายกับหนามขึ้นอยู่ทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดหาง
ทั้งนี้ที่จริงแล้ว นักบรรพชีวินวิทยาของสหรัฐอเมริกา เคยพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ชนิดใกล้เคียงกันนี้ แต่ไม่เคยขุดเจอซากที่มีความสมบูรณ์เท่านี้มาก่อน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถศึกษาสภาพแวดล้อมของโลกเราย้อนหลังไปถึง 100 ล้านปีก่อน
สำหรับซากฟอสซิลที่พบก่อหน้านี้ เป็นสายพันธุ์ที่ส่วนหัวของมันไม่มีหนามแหลมแบบตัวนี้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะ เมือ่ราว 125 ล้านปีก่อน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้ทวีปอเมริกาเหนือ ถูกน้ำท่วมและแยกออกเป็น 2 ทวีป โดยทางฝั่งตะวันตกมีชื่อว่าทวีปลารามิดา”(Laramida) ส่วนทางตะวันออกเรียกว่าทวีปแอปปาลาเชีย (Appalachia) ทำให้ไดโนเสาร์พันธุ์นี้ถูกแยกจากกัน และมีการพัฒนาจนมีความแตกต่างกันทางสรีระอย่างที่เห็น และ 2 ทวีปนี้เองได้ชื่อว่าทวีปที่สาบสูญ ก่อนจะรวมตัวกันอีกครั้ง เป็นทวีปอเมริกาเหนืออย่างในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่นักบรรพชีวินวิทยาพบว่าน่าสนใจที่สุดก็คือ ไดโนเสาร์พันธุ์นี้ มีความคล้ายคลึงกับไดโนเสาร์ที่พบในเอเชีย และน่าจะเป็นญาติสนิทกัน โดยไดโนเสาร์จากเอเชียอพยพเข้าไปในอเมริกาเหนือ เมื่อครั้งที่ระดับน้ำทะเลลดต่ำลง จนเกิดเป็นสะพานแผ่นดินที่มีชื่อว่า เบอริงเจียน แลนด์ บริดจ์ (Beringian land bridge) ที่เชื่อมทวีปเอเชียกับอเมริกาเหนือเข้าด้วยกัน ซึ่งปรากฏการณ์ที่ว่านี้เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์รวม 2 ครั้ง