“คอร์รัปชัน” มะเร็งร้ายของการลงทุนไทย ทำประเทศขาดนวัตกรรมและการเติบโต


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ผู้เชี่ยวชาญในงานเสวนา “ปราบคอร์รัปชัน ทางออกลงทุนไทย” ชี้ “คอร์รัปชัน” เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายของการลงทุนไทย

ตามที่มีคนเคยพูดไว้ว่า ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน คนโกงอาจจะโกงเงินไปแค่ 100 บาท แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมากกว่า 1,000 บาท ประโยคนี้ปรากฏผลรูปธรรมชัดเจนหากมองในภาคการลงทุนในไทย ซึ่งบ่อยครั้งบริษัทหรือเอกชนต่าง ๆ “ยอมจ่าย” เพื่อให้ได้งานหรือเพื่อลัดขั้นตอนการดำเนินงานบางอย่าง

แต่รู้หรือไม่ว่า การยอมจ่ายเหล่านี้ส่งผลเสียร้ายแรงต่อภาพรวมของไทยทั้งประเทศมากกว่าที่หลายคนคิด

“แก้คอร์รัปชัน” ฝันของไทยที่เป็นจริงได้ แต่ยังคงขาดการลงมือทำ

เสนอลดอำนาจรัฐ–ดุลยพินิจจนท.ช่วยปราบโกง

พีพีทีวี-ป.ป.ช.จัดใหญ่เสวนา "ปราบคอร์รัปชัน ทางออกลงทุนไทย"

การทุจริตคอร์รัปชันมีผลต่อการลงทุนไทยอย่างไร?

ในช่วงของการเสวนาในหัวข้อ “การเรียกความเชื่อมั่น เพิ่มการลงทุนในประเทศไทย” เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า ปัจจัยหลักที่นักลงทุนพิจารณาว่าจะลงทุนในประเทศไทยดีหรือไม่นั้น คือเรื่องของ “ความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business)” เพราะในมุมนักลงทุน หากต้องเจอความชักช้าหรืออุปสรรคใด ๆ ก็ตาม เท่ากับเขากำลังเสียเงินและโอกาสไป

ซึ่งความโปร่งใสและความสะดวกสบายก็ถือเป็นหนึ่งใน Ease of Doing Business ที่สำคัญ ถ้าต้องคุยมาก จ่ายมาก อุปสรรคมาก นักลงทุนต่างชาติอาจลังเล เพราะเขาต้องการความลื่นไหล

ด้าน อมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) อธิบายในมุมภาคเอกชนว่า การคอร์รัปชันสร้างผลกระทบเป็นห่วงโซ่ในไทย ถ้าควบคุมการคอร์รัปชันไม่ได้ จะกระทบศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยโดยรวมอย่างมาก

“บริษัทเก่ง ๆ ที่มีจุดแข็งมีคุณภาพ ก็จะไม่มองเรื่องของการซิกแซก คนที่ทำคือบริษัทที่เป็นรองแต่ต้องการงาน อยากมีกำไร ก็ต้องหาวิธี ซึ่งการทุจริตก็เป็นวิธีการหนึ่ง” อมรกล่าว

เขาเสริมว่า “แต่ถ้าการคอร์รัปชันมันลุกลาม คนเก่งจะไอยู่ การพัฒนาสินค้าบริการจะหาย เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ นวัตกรรมจะโดนกดเรื่อย ๆ สินค้าบริการจะง่าย ๆ ขาดคุณภาพ เพราะบริษัทต้องเอางบไป ‘ทำอย่างอื่น’ เป็นมะเร็งร้ายของประเทศ”

อมรชวนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมประเทศไทยถึงไม่มีธุรกิจยูนิคอร์น หรือธุรกิจสตาร์ทอัปใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าธุรกิจมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลย ขณะนี้ประเทศอื่นในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียหรือมาเลเซียมียูนิคอร์นหลายสิบหลายร้อยตัวแล้ว คำตอบง่าย ๆ คือ เพราะประเทศไทยขาดการพัฒนานวัตกรรม

“ถ้าเราไม่มีนวัตกรรมเราจะไปแข่งกับใครไม่ได้เลย คอร์รัปชันจะทำลายเราในระยะยาว ซึมลงไป ทำลายศักยภาพการแข่งขันระยะยาวของเรา” อมรกล่าว

ขณะที่เกรียงไกรเห็นด้วย โดยเสริมว่า ในประเทศไทยเอกชนส่วนใหญ่มีธุรกิจที่ทำจริงจัง ที่มุ่งมั่นพัฒนาและก่อร่างสร้างตัวด้วยความเก่ง เป็นคนมีดีที่มั่นใจว่าสินค้าบริการของเขาดีมีคุณภาพ

“พวกนี้ขายทั่วไปไม่มีปัญหา แต่พอประมูลภาครัฐ เริ่มมีปัญหา บริษัทโนเนมเปิดใหม่ประมูลโครงการพันล้านไปได้ คนมีดีเจอแบบนี้หนึ่งครั้งยังทนไหว แต่เจอเรื่อย ๆ เขาจะเอนเอียงไปเวทีแบบเดียวกัน ของดีไม่ชอบ ชอบของเทา ๆ ใช่มั้ย แทนที่จะมุ่งพัฒนาสินค้า ก็จะกลายเป็นทำยังไงให้ได้งานด้วยการจ่าย” เกรียงไกรบอก

เขาเสริมว่า “การคอร์รัปชันจึงบั่นทอนการแข่งขันของประเทศ จะบอกว่าเป็นมะเร็งก็ใช่ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นเหมือนลองโควิดด้วย”

เกรียงไกรกล่าวว่า ต้องการเห็นภาพอุตสาหกรรมภาคธุรกิจแข่งขันกันในการทำให้ของดี เพราะนี่จะเป็นหนทางสร้างความเชื่อมั่นในประเทศได้อย่างแท้จริง “เราอยากให้ประเทศไทยมีแต่นักธุรกิจประเภทพาไปเลี้ยงข้าวพาไปตีกอล์ฟ มีแต่นักลงทุนประเภทนี้หรือ?”

ถ้าแก้คอร์รัปชันได้ นักลงทุนจะสนใจประเทศไทยมากขึ้นจริงหรือ?

เกรียงไกรมองว่า ไทยมีโอกาสดึงดูดนักลงทุนได้ในตอนนี้ เพราะว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากการเข้ามาของ Digital Transformation ภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่ไทยต้องเรียกความเชื่อมั่นมาให้ได้

“ทำอย่างไรให้ต่างชาติสนใจเรา คะแนนด้านอื่นเราดีพอสมควรแล้ว แต่ต้องปรับสิ่งเหล่านี้ให้ครบถ้วน”

ดร.ศุภฤกษ์ ชมชาญ รองประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ บางคนที่ตัดสินใจลงทุนในไทยเพราะมองเห็นศักยภาพ ว่าเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสในระดับหนึ่ง ประกอบกับภูมิภาคอาเซียนทั้งภูมิภาคยังมีช่องว่างให้เติบโตได้

“นักลงทุนต่างชาติมีพูดถึงการคอร์รัปชันในไทยบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์ สวีเดน ที่บริษัทเขามีแนวปฏิบัติเรื่องการแจ้งเบาะแสทุจริต-ต่อต้านคอร์รัปชันเข้มงวดมาก พอเขามา ทำธุรกิจในไทย ก็จะเข้มงวดเรื่องการเบิกจ่าย การให้ของขวัญมาก เวลาติดต่อราชการถือเป็นความท้าทายสำหรับเขาเลย” ดร.ศุภฤกษ์กล่าว

ขณะที่ ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า เคยมีการทำแบบสำรวจประเมินว่า บริษัทหรือนักลงทุนต่างชาติมองประเทศไทยอย่างไร

โดยอุปสรรค 3 อันดับแรกที่นักลงทุนต่างชาติพูดถึง เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะฝีมือแรงงาน และเสถียรภาพทางการเมือง แม้จะดูเหมือนไม่มีเรื่องของการคอร์รัปชัน แต่ในความเป้นจริงเรื่องของการคอร์รัปชันมันแฝงฝังอยู่ในประเด็นเหล่านี้

“คอร์รัปชันเป็นหนึ่งในเรื่องของ Ease of Doing Business ไม่ใช่ว่ามีแค่คอร์รัปชันที่นักลงทุนจะสนใจ เพียงแต่คอร์รัปชันทำให้มันช้าและเพิ่มต้นทุน ถ้าเราสร้างกลไกแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จะทำให้การประกอบธุรกิจในไทยง่าย ประเทศไทยไม่ได้แย่ แค่ต้องแต่งหน้าแต่งตาหน่อย” เธอบอก

ทางแก้คอร์รัปชันที่ต้องเอาจริงเสียที

เรื่องของการคอร์รัปชัน มีทฤษฎีหนึ่งมองว่า การคอร์รัปชันประกอบด้วยขา 3 ขา ได้แก่ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และนักธุรกิจ

ดวงใจบอกว่า ถ้าใน 3 ขานี้มีขาหนึ่งไม่ยอมเดินไปทางเดียวกัน มันก็จะเดินไม่ได้ เดินไม่ถนัด ดังนั้นเอกชนมีบทบาทสำคัญในการลดคอร์รัปชัน ถ้าพร้อมใจกันไม่ยื่นข้อเสนอหรือผลประโยชน์ให้ฝั่งรัฐหรือราชการ ไม่มีคนเสนอก็ไม่มีคนสนอง แต่ในความเป็นจริงจะมีคนแตกแถว ก็ต้องหาวิธีทำยังไงไม่ให้แตกแถว

“ธรรมเนียมบางเรื่องต้องเลิกได้แล้ว หน่วยงานภาครัฐมีนโยบายไม่รับของขวัญ (No Gift Policy) เอกชนเองก็ต้องมีนโยบายไม่มอบของขวัญ (No Giving Gift Policy) เช่นกัน อย่าเอากระเช้ามาให้ ถ้าไม่มีคนให้ก็ไม่มีคนรับ” เธอบอก

ดวงใจยังเสริมด้วยว่า สิ่งที่จะนำมาใช้ในการจัดการกับคอร์รัปชันได้ แม้จะไม่สามารถกำจัดได้ 100% คือเรื่องของ “ระบบดิจิทัล” เพื่อจำกัดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มาติดต่อ ช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ได้บางส่วน รวมถึงมีร่องรอยที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ (Traceability)

“ยกตัวอย่างระบบที่ใช้ที่ BOI คนยื่นเอกสารเราไม่รับ Hard Copy (เอกสารกระดาศที่พิมพ์ออกมา) มานานแล้ว ระบบพอรับเข้ามาจะจ่ายไปที่เจ้าหน้าที่แบบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร (Anonymous) ฉะนั้นเอกสารเดียวกัน วันหนึ่งคนนี้ตรวจ อีกวันอีกคนหนึ่งตรวจ ไม่มีเจ้าประจำ” ดวงใจบอก

เธอเสริมว่า “งานในระบบบางอย่างแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มาติดต่อเลย เช่นงานปล่อยเครื่องจักรวัตถุดิบ ระบบจะช่วยได้ สามารถติดตามได้ ดูในระบบได้ว่า ใครเป็นคนทำคำขอนี้ แล้วเดินทางไปหาใครต่อ ถ้ามีคนร้องขึ้นมา เราจะเช็กได้ ว่าอันนี้ไปที่ใคร ถ้างานมันไปค้างอยู่ก็สอบสวนได้ว่า ทำไมนาน ทำอะไร”

ด้าน ปานะพันธ์ หาญกิจจะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย บอกว่า ภาคการเงินจะทำให้มีความโปร่งใสเรื่องการคอร์รัปชัน โดยยกระดับการทำงาน ให้ความโปร่งใสด้านข้อมูล การโอนเงิน ธุรกรรมต่าง ๆ แพลตฟอร์มสามารถตรวจสอบได้ ถ้าต้องตรวจสอบก็ทำได้อย่างรวดเร็ว ให้นักลงทุนเห็นความโปร่งใส

เขาเห็นด้วยว่า การนำระบบดิจิทัลมาใช้เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้มองเห็นเส้นทางการเงินด้วยซึ่งช่วยได้มาก จะได้รู้และติดตามได้ว่า เอกสารไปไหน เงินไปไหน โดยขณะนี้มีความร่วมมือระหว่างธนาคารกับภาครัฐและตำรรวจอยู่แล้ว สามารถติดตามได้ถ้าเงินอยู่ในระบบดิจิทัล การผลักดันสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) จะช่วยเรื่องนี้ได้มาก

นอกจากลดการใช้ดุลยิพินิจแล้ว ปานะพันธุ์ยังบอกด้วยว่า การทำให้ข้อมูลต่าง ๆ มาอยู่บนโต๊ะ เปิดเผยชัดเจนก็สำคัญ เพื่อทำให้เกิดกระบวนการผู้ชี้เบาะแส (Whistleblower) ซึ่งสามารถจัดการคอร์รัปชันได้จริง เป็นกลไกที่สำคัญ แต่ปัจจุบันมันมีข้อจำกัดในการร้องเรียน คนแจ้งเบาะแสไม่กล้าเปิดตัว ต้องทำให้การแจ้งเบาะแสเป็นเรื่องปกติให้ได้

อมรเสริมว่า เส้นทางการเงิน ไม่ใช่ว่าเงินไปไหน แต่ทำไมมันถึงมี ไม่ใช่เอะอะเอาเงินเข้าออกได้ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตรวจสอบบัญชี (Audit) คอยตรวจสอบ ว่ามีเงินไปไหน ถ้าตอบไม่ได้เรื่องใหญ่ ดังนั้นมาตรฐานบัญชีต้องเข้มข้น จะทำให้ทุจริตยากขึ้น

Toyota Yaris Ativ ใหม่ เปิดราคาเริ่มต้น 5.39-6.89 แสนบาท

“เทพบิว” ยึดเบอร์ 1 โลก สถิติ 100 เมตร เร็วสุดรุ่นไม่เกิน 18 ปี

เกรียงไกรกล่าวว่า “ความโปร่งใสทุกชนิดสำคัญมาก ถ้าโปร่งใส มีไฟส่องไปที่มืดที่ลับ เหมือนเดินในซอย ซอยมืดก็มีโอกาสถูกปล้นจี้ แต่ถ้าไฟสว่างทุกแห่ง อย่างน้อยมันช่วยลดอัตราสิ่งที่ไม่ดีได้”

เขาเสริมว่า “อีกสิ่งที่อยากฝากคือความรวดเร็วในการบังคับใช้ ให้สังคมรู้ว่าเอาจริงเอาจัง ถ้าการลงโทษมันช้า มันไม่มีประโยชน์ คนเกี่ยวข้องตายไปหมดแล้ว เราไม่สามารถไปลงโทษเขาในสวรรค์ในนรกชั้นไหนได้ การบังคับใช้ควรต้องมีกำหนดเวลา”

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP หุ้น-การลงทุน

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ