ชำแหละ RATCH ลงทุนโรงไฟฟ้า 2.1 หมื่นล้านบาท ดันกำลังผลิต 1.1 หมื่นเมกะวัตต์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ผลการประชุมนักวิเคราะห์ “ราช กรุ๊ป” ซื้อหุ้นโรงไฟฟ้า 2.1 หมื่นล้านบาท ดันกำลังการผลิต 1.1 หมื่นเมกะวัตต์ คาดเริ่มรับรู้กำไรเต็มที่ราว 1,700 ล้านบาท หาก COD ทุกโครงการ

“RATCH” ปิดดีล 2.1 หมื่นล้าน ลงทุนโรงไฟฟ้า กำลังผลิต 1,500 เมกะวัตต์

ครม.รับทราบ “RATCH” เพิ่มทุน 2.5 หมื่นล้าน รองรับขยายลงทุนธุรกิจไฟฟ้า

ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส หรือ APSP เผยผ่านบทวิเคราะห์ระบุว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ได้ให้น้ำหนักไปที่การเข้าซื้อหุ้น Nexif Energy Holdings B.V. และ NXF Holdings 2 Limited (Nexif Energy Joint Venture – NEJV) ซึ่งเป็นผู้ถือสินทรัพย์ประเภทโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

ชำแหละ  RATCH  ลงทุนโรงไฟฟ้า 2.1 หมื่นล้านบาท ดันกำลังผลิต 1.1 หมื่นเมกะวัตต์

ในสัดส่วน 100% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนจำนวน 605 ล้านเหรียญฯ หรือราว 21,500 ล้านบาท กำลังการผลิตรวมที่ 1,500 เมกะวัตต์  ซึ่ง แบ่งเป็น

1.โครงการที่ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์แล้วในปัจจุบันจำนวน 450.5 เมกะวัตต์ (ออสเตรเลีย 366.0 เมกะวัตต์, เวียดนาม 34.5 เมกะวัตต์ และไทย 50.0 เมกะวัตต์)

2. โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวม 56.9 เมกะวัตต์ (ออสเตรเลีย 10.0 เมกะวัตต์, เวียดนาม 25.1 เมกะวัตต์ และ ฟิลิปปินส์ 21.8 เมกะวัตต์)

3. โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 1,000 เมกะวัตต์ (ออสเตรเลีย 442.0 เมกะวัตต์, เวียดนาม 294.0 เมกะวัตต์, ฟิลิปปินส์ 267.4 เมกะวัตต์ และไทย 5.0 เมกะวัตต์)

 

แหล่งเงินลงทุนฮุบโรงไฟฟ้า ดันกำลังการผลิตแตะ 1.1 หมื่นเมกะวัตต์

สำหรับเงินลงทุนในการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้ คาดว่าจะมาจากการกู้ยืม และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน รวมถึงเงินบางส่วนที่ได้จากการระดมทุน PPO (Preferential Public Offering) ที่แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยได้เงินมาตามแผนราว 25,000 ล้านบาท จึงคาดจะไม่กระทบฐานะการเงิน เพราะสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของ RATCH ในปัจจุบันอยู่เพียง 0.24 เท่า

จากการลงทุนครั้งนี้ จะส่งผลให้กำลังการผลิตของ RATCH เพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 11,455.5 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่ 9,939.73 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนราว 15.2% ซึ่งคาดดีลนี้จะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 4 ปี 65 โดยสัดส่วนรายได้และกำไรที่สามารถรับรู้ ได้ทันทีจะอยู่ที่ 450.5 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการหลักจะอยู่ในประเทศออสเตรเลียได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลม Lincoln Gap 1 และ Lincoln Gap 2 กำลังการผลิต 126 และ 86 เมกะวัตต์ รวมถึงมีโรงไฟฟ้า Gas-fired Snapper Point กำลังการผลิต 154 เมกะ วัตต์ ช่วยทำให้ระบบมีความมั่นคงมากขึ้น โดยโครงการโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ของ Nexif ในออสเตรเลียยังเป็นลักษณะ merchant ขายเข้า pool ส่วนกลาง แต่ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวรูปแบบ PPA ควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรายได้ให้มีความมั่นคงมากขึ้น

ชำแหละ  RATCH  ลงทุนโรงไฟฟ้า 2.1 หมื่นล้านบาท ดันกำลังผลิต 1.1 หมื่นเมกะวัตต์

คาดกำไรแตะ 1.7 พันล้าน หาก COD ทุกโครงการ

ทั้งนี้ RATCH ไม่ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดรายได้และกำไรที่จะเกิดขึ้น สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าทุกแห่งของ NEJV ทำให้ฝ่ายวิจัย APSP ต้องประเมินกำไรเบื้องต้นจากการกำหนดสมมติฐาน IRR เฉลี่ยอยู่ราว 10-12% ของทุกโครงการ ทั้งโครงการที่ผลิตเชิงพาณิชย์แล้วจะอยู่ระหว่างการพัฒนา อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมราว 2-3% และโรงไฟฟ้ามีอายุเฉลี่ย 15 ปี โดยน้ำหนักของกำไรจะอยู่ที่โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพราะคิดเป็นสัดส่วนถึง 66.7% ของกำลังการผลิตที่ 1,500 เมกะวัตต์ ของ NRJV ซึ่งยังต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนากว่าจะเริ่ม COD ได้ราว 1-4 ปี ข้างหน้า

ดังนั้นคาดกำไรที่เพิ่มขึ้นในปี 2566 อยู่ที่ราว 400-500 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 5-6% จากประมาณการเดิม)  และจะขึ้นสู่ระดับ 1,500-1,700 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป (หรือเพิ่มขึ้น 10-15% จากประมาณการเดิม) จากการทยอย COD จนครบทุกโครงการ

ฝ่ายวิจัย APSP  ได้มีการปรับปรุงประมาณการดังกล่าวโดยอิงสมมติฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งหากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมมติฐานที่กำหนดไว้ ฝ่ายวิจัยพร้อมที่จะทบทวนประมาณการอีกครั้ง จากข้อจำกัดของข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยได้ในปัจจุบัน ซึ่งภายใต้ประมาณการใหม่ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานเบื้องต้นเพิ่มขึ้นอีกราว 4 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 54 บาทต่อหุ้น

 

ทั้งนี้การเข้าลงทุนในครั้งนี้ เป้าหมายของ RATCH นอกจากจะได้สินทรัพย์โรงไฟฟ้าที่มีแผนการผลิตเข้ามาอย่างแน่นอนแล้ว RATCH ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพในระยะยาวในการร่วมกับ Nexif ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำผู้พัฒนาโครงการและลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในการแสวงหาโครงการลงทุนใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตในระยะยาว โดยในน้ำหนักที่จะเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนให้ถึงเป้าหมายที่ 25.0% ภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่ 18.8% (หรือราว 1,866.3 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก ราว 81.1% หรือ 8,063.4 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าประเภท conventional)

 

 

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร Add friend ได้ที่ @PPTVOnline

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP หุ้น-การลงทุน

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ