ธปท.ผวาคนไทยหนี้พุ่ง จ่อคุมเข้มสินเชื่อ คาดกระทบแบงก์จำกัด-ปรับตัวได้


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ธปท.กังวลคนไทยหนี้พุ่งสูงกว่า 80% ของ GDP ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากบัตรเครดิต เตรียมออกหลักเกณฑ์คุมสินเชื่อเพิ่ม โดยจะพิจารณาเงินคงเหลือหลังการชำระหนี้ด้วยว่าพอต่อดำรงชีพหรือไม่ โบรกมองกระทบธนาคารพาณิชย์ในวงจำกัด เชื่อปรับตัวได้ และอาจผ่อนคลายมาตรการบางช่วง

แบงก์ชาติ เตรียมร่อนจดหมายให้ธนาคาร คุมโปรฯ บัตรเครดิตที่จูงใจให้คนก่อหนี้เพิ่ม

ไทยพาณิชย์ ตรึงดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อย-ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำสูงสุด 0.50%

จากกรณี ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด ซึ่งปัจจุบันสูงกว่า 80% ของ GDP โดยพบว่าสัดส่วนหนี้ดังกล่าวประมาณ 35% เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรเครดิต ไม่ใช่สนเชื่อธุรกิจ สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ภายในไตรมาส 1 ปี 2566 ธปท.เตรียมออกหนังสือเวียน ถึงสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบนการเงิน (นอนแบงก์) เพื่อเป็นแนวทางการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรเครดิต ที่เป็นลักษณะการโฆษณาผ่านแคมเปญต่าง ๆ

โดยในปีเดียวกัน ธปท.จะกำหนดหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อ ซึ่งจะไม่พิจารณาเฉพาะความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ของลูกหนี้เท่านั้น แต่จะพิจารณาด้วยว่าเมื่อชำระหนี้แล้ว ยังมีเงินเหลือเพียงพอในการดำรงชีพหรือไม่ โดยจะพิจารณาระดับรายได้สุทธิของลูกหนี้ที่เหมาะสมประกอบกันไปด้วย

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส (ASPS) มองว่าประเด็นดังกล่าว กระทบเชิง Sentiment (องค์ประกอบโดยรวม) ลบเล็กน้อย แตเนื่องจากยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นทางการ จึงยังต้องติดตามรายละเอียดต่อไป โดยหลัก ๆ ให้น้ำหนักไปที่สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลตามที่ธปท. กังวล

สำหรับสินเชื่อบ้านถือว่าเป็นสินทรัพย์ และ ธปท.เคยคุมในเชิง LTV (อัตราส่วนสินเชื่อต่อราคาบ้าน) ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับสินเชื่อรถยนต์ลูกหนี้ ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อการประกอบอาชีพ และมีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำกับในเชิงของสัญญาอยู่แล้ว

 

โดยเบื้องต้นผลทางพื้นฐานจำกัด เชื่อว่าธนาคารคงมีการปรับตัวภายใต้เกณฑ์ใหม่ของธปท. ดังที่ทำมาตลอด ประกอบกับสมมติฐานสินเชื่อกลุ่มฯ ของฝ่ายวิจัย ปี 2566 – 67 เติบโต 3.5% จากปีก่อน (YoY) ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวของ GDP ไทยในระดับปกติรวมทั้ง

ภายใต้ Sensitivity Analysis (วิเคราะห์ความอ่อนไหว) ของฝ่ายวิจัย พบว่าทุก 1% ของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น จากสมมติฐาน จะทำให้กำไรแต่ละธนาคาร เพิ่มขึ้น ราว 1%  อีกทั้งหากการควบคุมการปล่อยสินเชื่อทำให้ GDP ชะลอตัว อาจเห็นการผ่อนคลายเกณฑ์บางช่วง เหมื่อนกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ที่มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นบางช่วง

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ ที่มีโครงสร้างสินเชื่อรายย่อยมากสุด นำโดย TISCO ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ตามด้วย KKP, TTB, BAY และ SCB โดยหากพิจารณาเฉพาะสินเชื่อบุคคล แม้ KTB สูงสุดรา 23% ของพอร์ตสินเชื่อ แต่ของ KTB ส่วนใหญสินเชื่อบุคคลอิงกับอัตราดอกเบี้ยอิงกับ MRR (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี) และเป็นสินเชื่อฐานลูกค้าเงินเดือน เช่ย ข้าราชการ จึงไม่น่าได้รับผลมากนัก ส่วน TISCO สัดส่วนที่ 16% เป็นสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ตามด้วย SCB และ KBANK ราว 7% ของพอร์ตสินเชื่อ

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP หุ้น-การลงทุน

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ