PTTEP ราคาหุ้นเกินมูลค่า น้ำมันขาลง-ค่าใช้จ่ายพิเศษกดดัน คาดไตรมาส 4 ทรงตัว


โดย PPTV Online

เผยแพร่




โบรกฯ คาดการณ์ PTTEP กำไรไตรมาส 4/65 ยังคงทรงตัว ถูกดันจากสถานการณ์น้ำมันโลก ที่ยังมีปัจจัยลบทั้ง โควิด-19 ระบาดในจีน และ กลุ่ม G7 ตั้งเพดานราคาน้ำมันรัสเซีย รวมถึงอาจมีบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษ ราว 4.6 พันล้านบาท

PTT ไตรมาส 3 กำไรลด 62.4% จากธุรกิจปิโตรฯ-ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

น้ำมันโลกร่วงกว่า 1% หลังกลุ่ม G7 หั่นราคารัสเซีย จับตาประชุมโอเปกพลัส

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส (ASPS) เปิดรายงานบทวิเคราะห์ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP  ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตและสำรวจปิโตรเลียมด้วยกำลังการผลิตปิโตรเลียม ปัจจุบันอยู่ที่ 4.8 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน แบ่งเป็นสัดส่วนปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติราว 70-75% ส่วนที่เหลืออีกราว 25-30% จะเป็นปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ

โดยผลการดำเนินงานของ PTTEP จึงอิงกับราคาปิโตรเลียมเป็นหลัก ถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) แปรผันกับความต้อง (demand) และอุปทาน (Supply) ที่แท้จริงแล้ว ยังอิงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง  ๆ ที่เข้ามากระทบ

ในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 65 ความกังวลรัสเซียยูเ ครนเริ่มคลี่คลาย ทำให้ทิศทางราคาน้ำมันดูเหมือนจะมี downside มากกว่า upside เพราะถูกกดดันจาก demand ที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย (recession)

รวมถึงประเด็นที่จีนควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาใช้มาตรการล็อคดาวน์เพิ่มอีกครั้ง กดดันความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาค รวมถึงความกังวลด้าน supply ที่ผ่อนคลาย จากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่คาดจะกลับมาทยอยผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับก่อนเกิดโควิด

ล่าสุดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือ G7 (ได้แก่ประเทศฝรั่งเศส, อเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, อิตาลี และแคนนาดา) เตรียมกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียในกรอบราคา 65-70 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะรัสเซียก็ออกมาตอบโต้ว่าจะไม่ขายน้ำมันให้ กลุ่ม G7 เช่นกัน ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันล้วนเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกให้อยู่ในช่วงขาลงมากกว่าขาขึ้น

ดังนั้นประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาหุ้น PTTEP ขณะที่ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยฯ จนเกินมูลค่าพื้นฐาน และสวนทางปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันฝ่ายวิจัยคาดการณ์ กำไรจากการดำเนินงานปกติงวดไตรมาส 4 ปี 65 จะทรงตัวใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 3 ปี65 ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยยังยืนอยู่ในระดับสูงค่าเฉลี่ย 90 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้ รับอานิสงค์จากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปคอีกระลอก รวมถึงสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนที่ยังอยู่ และการเก็บสต๊อกไว้ใช้ในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในไตรมาส 4

ทั้งนี้หากพิจารณาแนวโน้มกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4 ปี 65 นั้น คาดจะถูกดันจากการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษราว 4.6 พันล้านบาท จากกรณีลุ่มผู้เลี้ยงสาหร่ายในอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้อง PTTEP AAA ต่อศาลสหพันธรัฐ ออสเตรเลีย โดยเป็นการดำเนินคดีแบบกลุ่ม เพื่อเรียกร้อง ค่าเสียหายจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลของแหล่งมอนทาราเมื่อปี 2562

แต่คาดจะถูกชดเชยได้บางส่วนจากการบันทึกกลับเป็นกำไรจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) เพราะหาก Forward Curve ของราคา น้ำมัน ณ สิ้นงวดไตรมาส 4 ปี 65 อยู่ต่ำกว่า 94 เหรียญฯต่อบาร์เรล จะบันทึกเป็นกำไรจาก hedging (แต่หากราคาปิดเหนือ 94 เหรียญฯต่อบาร์เรล จะบันทึกเป็นขาดทุนจาก hedging) ภายใต้ hedging outstanding เหลืออยู่ที่ 3.85 ล้านบาร์เรล ขณะที่รายการ พิเศษอื่น ๆ ยังไม่มีความชัดเจน

อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2566 อยู่ที่ 178 บาทต่อหุ้น ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2565, 2566 และตั้งแต่ปี 2567 ที่ 100, 90 และ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามลำดับ

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.asiaplus.co.th/asps/research_file.php?id=66782&file=1

 

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP หุ้น-การลงทุน

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ