เปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินกู้อย่างไร "ให้ประหยัด"


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เมื่อจะขอสินเชื่อ สิ่งแรกที่ผู้ขอกู้ควรดูก่อนเลยก็คือ "ดอกเบี้ย" เพราะเป็นต้นทุนที่ผู้ขอกู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยถูกหรือแพง ส่วนหนึ่งอยู่ที่การหาข้อมูลและเปรียบเทียบผู้ให้บริการหลาย ๆ แห่ง ซึ่งหากเข้าใจหลักเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็จะพอคิดดอกเบี้ยในการเปรียบเทียบได้ว่าแบบไหนจะช่วยให้เราประหยัดการผ่อนชำระได้

ก่อนอื่นมารู้จักประเภทของอัตราดอกเบี้ย

ธอส.ช่วยลูกหนี้ NPL นานสูงสุด 2 ปี เลือกผ่อนชำระเริ่มต้น 1,000 บาท

เช็กอัตราดอกเบี้ย "ฝาก-กู้" แบงก์ไหนดีสุด ในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อในท้องตลาดส่วนใหญ่มีอยู่ 2 ประเภท คือ อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดอายุสัญญาหรือช่วงระยะเวลาหนึ่ง กับอีกแบบคืออัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ที่มักไปอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารนั้น ๆ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไม่แน่นอน

ตัวอย่าง สมมติธนาคาร A มีอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่อยู่ที่ 3.3% และธนาคาร B มีอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวอยู่ที่ MRR - 1% ซึ่งดอกเบี้ยอ้างอิง MRR ของธนาคาร B อยู่ที่ 4.5%

ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร B จะอยู่ที่ 4.5 - 1 = 3.5% ซึ่งแพงกว่าเมื่อเทียบกับธนาคาร A แต่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงมีความไม่แน่นอน อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอนาคต ดังนั้น การที่จะเลือกว่าจะกู้อัตราดอกเบี้ยแบบใด อาจต้องคำนึงถึงระยะเวลาการกู้และสภาวะเศรษฐกิจด้วย เช่น ถ้าจะกู้ระยะยาว และเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่น่าจะตอบโจทย์กว่า

มาต่อที่ "การคำนวณดอกเบี้ย" มี 2 วิธี

1.วิธีคิดแบบลดต้นลดดอก (effective rate)  คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้าง อธิบายง่าย ๆ คือ เงินค่างวดที่ผ่อนชำระเข้าไป จะถูกนำไปหักค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยก่อน แล้วจึงนำที่เหลือไปหักเงินต้น เมื่อเงินต้นซึ่งเป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยลดลง ดอกเบี้ยในงวดถัดไปก็จะลดลงด้วย การคำนวณแบบ effective rate นี้ มักใช้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ ธปท. กำกับดูแล

2.อีกวิธีคือคิดแบบเงินต้นคงที่ (flat rate) จะคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อน แล้วนำดอกเบี้ยที่คำนวณได้มารวมกับเงินต้น จากนั้นนำมาหารเฉลี่ยเพื่อให้ผ่อนชำระเท่ากันทุกงวด วิธีคำนวณแบบนี้มักจะพบในการเช่าซื้อรถยนต์

 

วิธีเปรียบเทียบดอกเบี้ยของ 2 วิธีอย่างไรว่าอันไหนถูกกว่า

แม้การคิดดอกเบี้ยจะคิดจากเงินต้นเหมือนกัน แต่คิดจากฐานที่ไม่เหมือนกัน หากต้องการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของวิธี ลดต้นลดดอก กับ เงินต้นคงที่ ต้องปรับให้ฐานคิดเท่ากันก่อน ซึ่งผู้ให้บริการที่คิดแบบ เงินต้นคงที่ ไว้ ก็มักจะบอกอัตราดอกเบี้ยที่คิดแบบ ลดต้นลดดอก กำกับไว้ด้วย แต่หากไม่ได้ให้ไว้ เราสามารถแปลงแบบ เงินต้นคงที่ เป็น ลดต้นลดดอก คร่าว ๆ ได้ โดยนำอัตราดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ คูณด้วย 1.8 ( มาจากการคำนวณพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่าง เงินต้นคงที่ กับ ลดต้นลดดอก)

จากตัวอย่าง สมมติว่าธนาคาร A และ B กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ แต่มีวิธีคิดดอกเบี้ยแตกต่างกัน ดังนั้น เวลาจะเปรียบเทียบ เราต้องแปลงวิธีคิดดอกเบี้ยของธนาคาร B จากเงินต้นคงที่ เป็น ลดต้นลดดอก ก่อน โดยเอา 8.5 x 1.8 = 15.3% ต่อปี โดยประมาณ แล้วจึงค่อยเทียบกับธนาคาร A โดยสามารถสรุปได้ว่า ดอกเบี้ยของธนาคาร A (14% ต่อปี) ต่ำกว่าธนาคาร B (15.3% ต่อปี)

นอกจากนี้ เพื่อความแน่ใจควรดูต่ออีกว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อวัน (ที่มักพบเจอในหนี้นอกระบบ) ต่อเดือน หรือต่อปี เช่น หากคิดดอกเบี้ยแบบ เงินต้นคงที่ ต่อเดือน และต้องการเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยต่อปี ก็ต้องแปลงให้เป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปีก่อน แล้วจึงค่อยแปลงเป็น ลดต้นลดดอก แบบคร่าว ๆ

ตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ย 0.74% ต่อเดือน คิดดอกเบี้ยด้วยวิธี flat rate ให้นำ 0.74 x 12 = 8.88% ต่อปี แล้วจึงนำไปคูณกับ 1.8 จะได้อัตราดอกเบี้ยแบบ ลดต้นลดดอก 8.88 x 1.8 = 15.98% ต่อปี โดยประมาณ จึงสามารถสรุปได้ว่า ดอกเบี้ยของธนาคาร A (14% ต่อปี) ต่ำกว่า ธนาคาร B (15.98% ต่อปี)

แม้จะเป็นการแปลงข้อมูลคร่าวๆ แต่ก็ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบเพื่อเลือกกู้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ สามารถใช้ตัวช่วยคือ "โปรแกรมเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์" ที่ได้รวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์สินเชื่อพื้นฐานของผู้ให้บริการสินเชื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติมาไว้ในที่เดียว เช่น อัตราดอกเบี้ย วงเงินกู้ เงื่อนไขการกู้ และสามารถเลือกได้ว่าจะเปรียบเทียบสินเชื่อแบบใด เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคลทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน ทำให้การเปรียบเทียบง่ายขึ้น 

TOP หุ้น การลงทุน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ