ราคาทองวันนี้ ร่วง 50 บาท บาทแข็งสวนทางทองนอกวิ่งทะลุ 1,900 ดอลลาร์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ราคาทองวันนี้ ปิดตลาดลดลง 50 บาท จากค่าเงินบาทแข็งค่า ในขณะที่ราคาทองคำในต่างประเทศวิ่งแรง ทะลุ 1,900 ดอลลาร์/ออนซ์

สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองคำในประเทศวันนี้ ( 13 ม.ค.66)  ปิดตลาดลดลง 50 บาท ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทะลุ 1,900 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่ราคาในประเทศขยับไม่มาก เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งหลุด 33 บาท

  • ทองคำแท่ง รับซื้อคืน 29,650.00 บาท/บาททองคำ และขายออก 29,750.00 บาท/บาททองคำ
  • ทองรูปพรรณ รับซื้อคืน 29,122.36  บาท/บาททองคำ และขายออก 30,250.00 บาท/บาททองคำ

ทองคำในประเทศ อ้างอิงตลาดสปอตที่ 1,893.00 ดอลลาร์/ออนซ์ และอิงค่าเงินบาท 33.20 บาท/ดอลลาร์

ราคาทองวันนี้ "ไม่เปลี่ยนแปลง" จากวันก่อนหน้า ด้านทองนอกแรงขายน้อยมีลุ้นยืนต่อใกล้ 1,900

เงินเฟ้อสหรัฐธ.ค.ร่วง ชี้สัญญาณเข้าสู่ขาลง หนุนสินทรัพย์เสี่ยงพุ่ง

 

ราคาทองคำในตลาดฟิวเจอร์วิ่งทะลุ 1,900 ดอลลาร์/ออนซ์ในตลาดเอเชีย

ราคาทองในประเทศอิงราคาทองคำและค่าเงินบาทในช่วงบ่าย ขณะที่ราคาในช่วงท้ายตลาดเอเชีย ราคาทองตลาดสปอตวิ่งทะลุ 1,900 ดอลลาร์ และค่าเงินบาทแข็งค่าหลุด 33 บาท/ดอลลาร์

ห้างทองฮั่งเซ่งเฮง มองว่าราคาทองคำ คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการหยุดขึ้นดอกเบี้ยของเฟด เพราะตลาดได้ให้น้ำหนักล่วงหน้าต่อไปแล้วว่ากำลังจะเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลงในช่วงปลายปี สกุลเงินดอลลาร์จึงมีทิศทางจะอ่อนค่าต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้ราคาทองคำสปอตที่มักเคลื่อนไหวไปคนละทางกับเงินดอลลาร์ จะได้รับผลบวกให้ปรับขึ้นได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

"แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับราคาทองคำในประเทศก็คือ เงินบาทเองก็จะแข็งค่าสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ด้วย"

ทั้งนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% หลังตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ชะลอตัวลง นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2022 ที่ทางการสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ว่าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 9.1% เป็นต้นมา ดัชนี CPI ในฐานะตัวแทนแสดงภาวะเงินเฟ้อ ก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาตลอดทุกเดือน และในระหว่างนั้น เฟดก็ทำการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นทุกครั้งที่มีการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน โดยเป็นการปรับขึ้น 0.75% จำนวน 3 ครั้ง และ 0.50% จำนวน 1 ครั้ง จนล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.25-4.50%

เราจะสังเกตเห็นว่ามีจุดเปลี่ยนการตัดสินใจของเฟดที่เริ่มชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อกลางเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการลดลงของเงินเฟ้อในอัตราที่เร็วขึ้น โดยเมื่อเข้าสู่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ดัชนี CPI ที่เคยยืนเหนือระดับ 8% มา 3 เดือนติดต่อกัน (ส.ค.-ต.ค.) ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ 7.7 % และ 7.1% ตามลำดับ

คณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายการเงินของเฟดจึงมั่นใจว่าภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และทำการส่งสัญญาณที่ชัดเจนออกมาว่าเฟดจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันทีในการประชุมครั้งถัดไป

นอกจากนี้ เมื่อมองผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า FedWatch Tool ที่แสดงมุมมองของนักลงทุนในตลาดออกมาเป็นค่าความน่าจะเป็นว่าเฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างไรในแต่ละการประชุมแล้วนั้น เราจะทราบเพิ่มเติมว่าตลาดเองก็เชื่อเช่นเดียวกันกับเฟดว่าภาวะเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และเฟดจะต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอน โดยค่าความน่าจะเป็นที่ตลาดประเมินไว้ในเดือน พ.ย. ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยไปเป็น 4.50-4.75% อยู่ที่ 20-25%

เมื่อสหรัฐฯ ประกาศ CPI ออกมา ตัวเลขดังกล่าวก็ดีดขึ้นไปเป็น 50% เช่นเดียวกับในเดือน ธ.ค. เมื่อมีการเปิดเผย CPI ออกมา ตัวเลขนี้ก็วิ่งขึ้นไปแกว่งแถว 70% ทันที

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนจะคาดการณ์โอกาสสูงถึงกว่า 90% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25% ในการประชุมวันที่ 1 ก.พ. นั่นก็เพราะตัวเลขเงินเฟ้อเมื่อมองผ่านดัชนี CPI ได้ร่วงลงในอัตราเร่งแล้ว 3 เดือนติดต่อกัน ตลาดจึงเชื่อมั่นว่าโมเมนตัมนี้จะมีผลกดให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงลดต่ำลงไปได้อีกหลายเดือน ซึ่งสอดคล้องกับการที่เฟดเคยบอกใบ้เบา ๆ ว่าจะคงดอกเบี้ยไว้สักระยะในช่วงกลางปีนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้นก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ต่อไป

TOP หุ้น การลงทุน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ