รู้จัก starvingtime เรื่องกินเรื่องใหญ่ เพจอาหารพันธมิตรหมื่นเจ้า


โดย PPTV Online

เผยแพร่




starvingtime เรื่องกินเรื่องใหญ่ จากนักชิมสู่การบุกเบิก Content รีวิวอาหารที่มีพาทเนอร์เป็นหมื่นเจ้า

ถอดสูตร Interview พูดคุยกับ CEO หนุ่มไฟแรง เกษมศักดิ์ (ไมเคิล) ศิริรักษ์ กับ กลยุทธ์การรีวิวร้านอาหารมานับหมื่นแห่ง ตลอด 7 ปีที่ผ่าน มา เริ่มต้นจาก "นักชิม" และบอกต่อผ่าน "รีวิว" สู่ Content creator

รู้จัก 10 ข้อ CHARLES & KEITH แบรนด์สิงคโปร์ที่ LVHM เคยซื้อหุ้นถึง 20 %

จับชีพจร SME 2565 5 วิกฤต 7 ปัจจัยเสี่ยง 3 ระเบิดเวลา

ไมเคิล เล่าว่า จุดเริ่มต้น starvingtime คือ การชอบชิมอาหารและนำมาเขียนรีวิว โดยพยายามทำทุกอย่างให้แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งตอนเริ่มทำอินเทอร์เน็ตยังไม่ได้บูมและเสถียร แต่ด้วยความเชื่อว่าในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะต้องมา จึงพยายามเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำวิดีโอ ควบคู่ไปกับการเขียนบทความ

 

 

ปัจจุบัน อาณาจักร starvingtime เป็น Group holdings ทั้งสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ เพจ starvingtime แตกไลน์ไปที่สอนทำอาหาร เพจหมีมีหม้อ หมีแข็งแรง และเรื่องสุขภาพต่างๆ ไปจนถึงการท่องเที่ยว รวมทั้ง Digital agency ทั้งอาหารและการท่องเที่ยว และสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ Experience Platform

ไมเคิลจบวิศวะที่ชอบชิมอาหารและผันตัวเองมาเปิดเพจเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งในตอนแรกเขาอยากเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างตามสายที่เรียนมาแต่ด้วยเงินทุนที่ต้องใช้ แรงงาน ความรู้ความสามารถที่เรามีอาจยังไม่สามารถทำตามภาพฝันนั้นได้ หรือต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ขณะเดียวกันไอดอลที่ชื่นชอบ อย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก  70-80% ทำธุรกิจสื่อมาก่อน และคนที่ทำธุรกิจสื่อสำเร็จต้องเข้าใจผู้บริโภค เขาจึงหันเข็มทิศมาที่ "การทำสื่อ"

ปัจจุบัน Starvingtime มีฐานพันธมิตรที่เป็นร้านอาหารอยู่ 8000-10,000 เจ้า กลัวคู่แข่ง?

ไมเคิล บอกว่า จุดแข็งเราคือ Hybird เราเป็นทั้ง Media และ Solution ทำให้มีคนที่เขามาร่วมในความ Hybird ของเรามากขึ้นทั้ง Influencer และ Agency ต่างๆ ซึ่งในตลาดยังไม่เห็นที่ไหนทำแบบ Hybird แบบนี้

อยากเป็น Content creator ผมว่าวันนี้ตลาดยังใหญ่มากๆ รู้สึกว่ามีไอเดียอีกเยอะเลยที่อยากทำ แต่คิดว่าคงไม่มีแรงขยายทีมไม่ไหว ตลาดวันนี้คนเล่นโซเชียลมันเยอะกว่าที่ผมทำเป็นสิบๆ เท่า วันนั้นเพจจริงๆ บนออนไลน์ไม่เกิน 20-30 เพจ วันนี้ 4,000-5,000 เพจ  อาจจะดูเยอะ แต่ทางกลับกันมองว่าวางถ้าคาร์แรคเตอร์ชัดเจนว่าต้องการบอก content อะไร ที่เป็น specialist อนาคตคือคำตอบซึ่งยังเหลือพื้นที่อีกเยอะมาก โดยเฉพาะฝั่งของอาหารและท่องเที่ยว

 

ไมเคิล บอกอีกว่า ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นออฟไลน์ ไร้านอาหาร หรือ Content creator จุดสำคัญที่สุดคือ ความชัดเจน คือเราต้องตอบให้ได้ว่า เรากำลังจะขายใคร ทำ content ให้ใครดู หรือทำร้านอาหารใครจะเป็นคนกิน

ปัญหาของร้านอาหารที่ผมกินนะครับ 80% ไม่รู้ว่าใครจะกิน แค่อยากทำร้านอาหารญี่ปุ่น แต่นึกถึงหน้าตาของผู้บริโภคไม่ออก ถ้าภาษามาร์เกตติ้งคือไม่รู้ข้อมูลของลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย พอไม่รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มีเพื่อนชวนเพื่อนมากิน เพื่อนคนนึงบอกเค็มไป เพื่อนคนนึงบอกทำไมไม่ทำหน้าตาแบบนี้ เพื่อนคนหนึ่งบอกเปลี่ยนแบบนี้ดีไหม สุดท้ายคนที่มากิน 3 เดือนแรกของร้าน ก็ยังจับไม่ได้ว่าร้านนี้เป็นร้านแบบไหน เป็นร้านที่ฉันชอบหรือเปล่า แล้วมันก็จะไม่ซ้ำ (ลูกค้าเดิมไม่กลับมาซ้ำ)

ดังนั้นที่ผมทำธุรกิจอาหารมาร้านค้าที่ประสบความสำเร็จ 80-90% ต้องเป็นลูกค้าเดิม เพราะถ้าไม่กลับมาซ้ำร้านค้าก็อยู่ไม่ได้

สำหรับคนที่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารที่อยากแนะนำ คือ คุณต้องอยู่หน้าร้านเอง 3 เดือนแรก ถ้าคุณคิดว่าเปิดร้านฝากมาร์เกตติ้ง ฝากผู้จัดการร้าน คุณจะไม่มีทางรู้จักตัวร้านเองเลย เพราะฉะนั้นคุณต้องคุยกับลูกค้า ว่ามากินอะไร ชอบอะไร

การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการทำร้านอาหารยุคนี้

ไมเคิล ขยายความว่า เริ่มจากต้นกำเนิดวัตถุดิบเป็นหลัก เรามี  Storytelling ของการเฟ้นหาต่างๆ เรามี  Storytelling  ของการไปค้นหาประสบการณ์ต่างๆ จากเราไปสู่ผู้บริโภค ด้วยการใช้วิธีการทำที่แตกต่างหลากหลาย เรามีไอเดียของต้นกำเนิดการคิด วัตถุดิบและวิธีการทำอย่างไร ปิดท้าย เรื่องของ presentation อย่างไร และไปจบที่เมนู ชื่อเมนู

Journey ของลูกค้า คือ สามารถรับประสบการณ์ได้ทุกเวลา หรือบางร้านสร้างประสบการณ์ภายในร้านที่ไม่เหมือนใคร เราไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด แต่เราเลือกในทำบางอย่างเพื่อสร้างภาพจำให้ลูกค้า

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP หุ้น-การลงทุน

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ