เปิดวิธีสแกนใบหน้ายืนยันตัวตน หากโอนเงิน เกิน 50,000 หมื่นบาท 


โดย PPTV Online

เผยแพร่




หลายธนาคารทยอย ประกาศให้ลูกค้าเข้ามาสแกนใบหน้าเก็บข้อมูล เพื่อใช้ยืนยันตัวตนหากทำธุรกรรมเกิน 5 หมื่นบาทต่อครั้ง เพื่อลดความเสียหายจากมิจฉาชีพ ก่อนจะเริ่มบังคับใช้เร็วสุดภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ทีมข่าวทดลองที่สาขาธนาคารเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อยืนยันตัวตนใบหน้า มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที  

การเก็บข้อมูลสแกนใบหน้าผู้ใช้งาน ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ กทม. โดยผู้ใช้งานต้องนำบัตรประชาชนมายืนยันตัวตนด้วย กรณีที่ไม่มีลูกค้าหนาแน่น จะใช้เวลาในการดำเนินการไม่ถึง 10 นาที ก็เสร็จสิ้น 

คอนเทนต์แนะนำ
ยาต้านพิษไซยาไนด์“โซเดียมไทโอซัลเฟต”วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
กรมอุตุฯเตือนฉบับ 2 "พายุฤดูร้อน" เช็กเลยพื้นที่เสี่ยงฝนถล่ม-ลูกเห็บตก
เลือกตั้ง 2566 : การมีส่วนร่วมของประชาชน คือ หัวใจของการเลือกตั้ง

ซึ่งนายชาลี อัศวธีระธรรม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยว่า เริ่มมีลูกค้าเข้ามายืนยันตัวตนสแกนใบหน้าบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ ลูกค้าของธนาคาร 90% มีภาพถ่ายใบหน้ากับธนาคารอยู่แล้ว

ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ต้องมายืนยันตัวตนที่สาขาแล้ว  ส่วนลูกค้าที่ยังไม่มีข้อมูลใบหน้าต้องมาถ่ายภาพที่ธนาคาร

วิธีการตรวจสอบได้เองว่า ลูกค้าเคยยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าหรือไม่  

  • เข้าไปที่แอป SCB EASY
  • เมนูอื่นๆ > การตั้งค่า > จัดการบริการ NDID > ที่บรรทัดสุดท้าย > หากพบข้อความ
  • “นำบัตรประชาชนไปติดต่อธนาคารไทยพาณิชย์สาขาที่สะดวก” ต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขา 

เพราะมิฉะนั้น ผู้ใช้งานจะไม่สามารถโอนเงินเกิน 50,000 บาทผ่านโมบายแบงก์กิ้งได้ โอนเงินยอดสะสมเกิน 200,000 บาทต่อวัน หรือปรับเปลี่ยนวงเงินโอนได้  สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 17  มิถุนายน 2566 ขณะที่บางธนาคารเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่พฤษภาคม 2566 

ครึ่งปีหลัง แนวโน้ม "ใช้พลังงานเชื้อเพลิง" ปรับตัวเพิ่มขึ้น

หนี้ครัวเรือนแรงงานไทย แตะ 2.7 แสนบาทต่อครัวเรือน สูงสุดในรอบ 13 ปี

ส่วนลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศไม่สามารถเดินทางมายืนยันตัวตนที่สาขาได้ นายชาลี ระบุว่า หากไม่ได้โอนตามเงื่อนไข 3 รายการข้างต้น ก็ยังสามารถทำธุรกรรมได้ปกติ แต่แนะนำให้เดินทางกลับมายืนยันตัวตนที่ประเทศไทย ซึ่งธนาคารกำลังพิจารณาวิธีอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า

 

นายชาลี ระบุว่า แม้มาตรการจะไม่สามารถลดจำนวนมิจฉาชีพ แต่ช่วยจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมิจฉาชีพไม่สามารถโอนเงินเกินครั้งละ 50,000บาท หรือวันละ 200,000 บาท และธนาคารยังมีการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย เช่น โอนเงินจำนวนมากหรือถี่ผิดปกติ ก็จะแจ้งไปยังลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วย  

ขณะที่หลายคนสงสัยว่า หากไปถ่ายภาพที่สาขาไปแล้ว หลังจากนั้นหน้าเปลี่ยน ไม่ว่าจะด้วยแต่งหน้า หรือทำศัลยกรรม หากจะโอนเงินเกิน 50,000 บาท จะสแกนใบหน้าผ่านหรือไม่ นายชาลีระบุว่า AI จะตรวจจับจุดสำคัญบนใบหน้าหลายจุด เช่น ระยะห่างระหว่างดวงตา โครงหน้า เพราะฉะนั้นหากโครงหน้าไม่เปลี่ยนไปมาก ก็ยังสามารถสแกนใบหน้าได้ แต่หากโครงหน้าเปลี่ยนแปลงจน AI ตรวจจับไม่ได้ลูกค้าต้องกลับไปถ่ายภาพที่สาขาธนาคารอีกครั้ง แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อย

ปัจจุบันมีอย่างน้อย 7 ธนาคาร ที่ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าทยอยเข้าไปเก็บข้อมูลสแกนใบหน้า เพื่อเป็นการยกระดับในการทำธุรกรรม โดยบางธนาคารจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566  เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น และบางธนาคารเริ่มบังคับใช้มิถุนายน 2566 

โดยมาตรการนี้ เป็นไปตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ที่ให้ธนาคารทุกแห่งที่ให้บริการโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชัน  เพื่อลดความเสียหายจากมิจฉาชีพ

คอนเทนต์แนะนำ
เลือกตั้ง 2566 : เลือกตั้งล่วงหน้า ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
ปฏิทินวันหยุดเดือนพฤษภาคม 2566 วันหยุดราชการ-ธนาคาร วันไหนบ้าง
ลิงก์ดูวอลเลย์บอลสโมสรหญิงสด AVC 2023 ! ประจำวันศุกร์ที่ 28 เม.ย. 66

TOP หุ้น การลงทุน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ