GULF เซ็นขายไฟฟ้าให้ กฟภ. นาน 20 ปี มูลค่าโครงการ 3.6 พันล้านบาท


โดย PPTV Online

เผยแพร่




“กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี” (GULF) เผยบริษัทย่อยร่วมทุนที่ดำเนินโครงการไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ระยะเวลานาน 20 ปี มูลค่าโครงการ 3.6 พันล้านบาท โดยจะเริ่ม COD ปี 69

บริษัทร่วมทุน GULF-จีน เซ็นแล้วขายไฟ กฟผ.นาน 29 ปี คาดเริ่ม COD โรงไฟฟ้าปี 76

GULF ไตรมาส 2 กำไรโต 88.5% ที่ 2,885 ล้านบาท ขายไฟเพิ่มขึ้น-CODโรงไฟฟ้าใหม่

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ตามที่บริษัท พาวเวอร์ วัตต์ 1 จำกัด และบริษัท พาวเวอร์ วัตต์ 2 จำกัด (โครงการฯ) ซึ่งบริษัท ย่อยทางอ้อมของ GULF ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ร่วมกับบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ที่ถือหุ้นทางอ้อม 49% ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

ล่าสุดวานนี้  16 ต.ค. 66 โครงการฯ ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ขนาดกำลังผลิตตามสัญญาโครงการละ 8 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โครงการ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 16 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 3,500-3600 ล้านบาท สัญญาดังกล่าวมีระยะเวลา 20 ปี นับจากวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ซึ่งโครงการนี้มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2569

ทั้งนี้การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมของบริษัทฯ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลไทยในการลดการปล่อยคาร์บอน และมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

ด้านหุ้น GULF เปิดตลาดเช้าวันที่ 17 ต.ค. 66 ราคาอยู่ที่ 43.50 บาท มูลค่าลดลงราว 13% นับตั้งแต่เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

 

โบรกฯ คาดกำไร GULF จะแตะจุดสูงสุดต่อเนื่อง แรงหนุนขยายกำลังผลิตไฟฟ้า

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดผลประกอบการรายไตรมาสของ GULF จะแตะระดับสูงสุดใหม่ไปอีก 5 ไตรมาส ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น 

นอกจากนี้  GULF มีอัพไซด์เพิ่มเติมจากจากการประมูลรอบล่าสุดและมีศักยภาพในการชนะการประมูลพลังงานไฟฟ้าในอนาคตได้มาก หากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ของรัฐบาลมีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น  สุดท้าย GULF มีกลไกการส่งผ่านต้นทุนส่งผลให้กำไรยังคงแข็งแกร่งแม้มีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอาทิราคาก๊าซที่ผันผวนและรัฐบาลปรับลดค่าFt

โดยปัจจุบันGULF อยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตจาก 2.7 กิกะวัตต์ (GW) ในปี63 เป็น 8.4 GW ในปี68 คาดว่ากำไรหลักรายไตรมาสของ GULF จะแตะระดับสูงสุดต่อไปอีกห้าไตรมาส (ไตรมาส 4 ปี 66 – ไตรมาส 4 ปี67) หนุนโดย COD ของ GPD หน่วยที่2-4 ซึ่งเป็นโครงการIPP ที่กำไรขึ้นอยู่กับการจ่ายเงินค่าความพร้อมจ่ายซึ่งจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตIPP ของ GULF จาก49% ในปี63 เป็น69% ในปี68

ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงราคาก๊าซธรรมชาติที่ 10 บาท/ล้านบีทียู และการเปลี่ยนแปลงอัตราFt ที่0.10 บาท เพื่อดูความเสี่ยงด้านลบที่อาจเกิดขึ้นกับประมาณการกำไรปี67 บล.เมย์แบงก์ พบว่ากำไรของ GULF ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ผลกำไรปี67 มีดาวน์ไซด์เพียง 1% จากการเปลี่ยนแปลงอัตราFt

อีกทั้ง GULF  ชนะประมูลโครงการพลังงานทดแทนกำลังการผลิตรว ม1.7  GW โดยโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการรอเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (กฟผ.และ กฟภ.)

 

PR-โปรแกรมผลบอล-2_B PR-โปรแกรมผลบอล-2_B
TOP หุ้น การลงทุน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ