ข่าวร้ายมาแล้ว! ผลสำรวจภาคธุรกิจ จ่อปรับราคาใน 3-6 เดือนข้างหน้า


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ภาคธุรกิจเตรียมปรับราคายกแผงในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหว โดบเฉพาะภาคการผลิตและการค้า

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานผลการสำรวจภาคธุรกิจ เกี่ยวกับการปรับราคาสินค้าและบริการ พบว่าผู้ประกอบการในหลายธุรกิจเตรียมปรับราคาสินค้าใน 3-6 เดือนข้างหน้า จากต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น แม้ในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สามารถปรับได้ เนื่องจากกำลังซื้อชะลอตัวและการแข่งขันยังสูง

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่คาดว่าจะทยอยปรับราคาได้ตั้งแต่ช่วง 3 เดือนข้างหน้าไปจนถึงปลายปี 2565 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SME ที่แบกรับต้นทุนได้น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณขยับขึ้นอีก 6 ครั้งในปีนี้

นายกฯ เล็งช่วยค่าก๊าซหุงต้ม กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-ร้านค้าคนละครึ่ง สู้วิกฤตพลังงานพุ่ง

ในปี 2564 ต้นทุนสินค้าและบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ปรับสูงขึ้นจากสาเหตุสำคัญ ได้แก่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ค่าขนส่งทางเรือที่ปรับสูงขึ้นจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ปัญหา Global supply disruption รวมทั้งต้นทุนทางสาธารณสุข ส่งผลให้สัดส่วนของธุรกิจที่มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยสูงขึ้นปรับเพิ่มขึ้นมากในเกือบทุกภาคธุรกิจเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อนหน้า (2561-2563) ยกเว้นในภาคบริการที่สัดส่วนใกล้เคียงเดิม

พตติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการไทยที่พบจากการสำรวจในปี 2561 คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตั้งราคาสินค้าและบริการโดยพิจารณาจากต้นทุนและก าไรเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยปรับสูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงน่าจะมีแนวโน้มจะตัดสินใจปรับขึ้น
ราคาเพื่อรักษาอัตราก าไรไว้ แต่ในความเป็นจริง ภาคธุรกิจอาจปรับราคาได้ไม่ง่ายนัก

ผลสำรวจล่าสุดของ ธปท. พบว่าตั้งแต่ปี 2564-ก.พ. 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ธุรกิจในภาค
การผลิต และภาคบริการส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับราคาสินค้า ขณะที่ธุรกิจภาคการค้ามีสัดส่วนผู้ที่ปรับราคาไปแล้วและมีแนวโน้มจะปรับ
ราคามากกว่าภาคการผลิตและภาคบริการ หากพิจารณาในเชิงขนาดของธุรกิจกลับพบว่าผลไม่ต่างกันอย่างมีนัย คือ มากกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และ SME ไม่มีการปรับราคาและไม่มีแนวโน้มจะปรับใน 12 เดือนข้างหน้า สาเหตุสำคัญมาจากการแข่งขันที่
สูงและก าลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจสาเหตุที่ยังไม่มีการปรับราคาในปี 2561

การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในปี 2564 ได้ข้อสรุปที่คล้ายกันว่าผู้ประกอบการไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้าได้
ทันทีหรือทั้งหมด โดยส่วนใหญ่สามารถปรับราคาสินค้าได้เพียงบางส่วน โดยเฉพาะธุรกิจในภาคบริการที่ร้อยละ 65 เห็นว่าไม่
สามารถปรับเพิ่มราคาได้ เนื่องจากกำลังซื้อที่ลดลงมาก อาทิ ธุรกิจ โรงแรมและร้านอาหาร ขณะที่ธุรกิจภาคการผลิตและภาคการค้า
ทยอยปรับราคาได้ตามรอบสัญญาซื้อขายและการเจรจาต่อรองกับลูกค้าและบางธุรกิจปรับได้เร็วตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
ที่เพิ่มขึ้น

ผลสำรวจพตติกรรมการตั้งราคาในปี 2561 อธิบายได้ว่าการปรับราคาของผู้ประกอบการไทยค่อนข้างมีความหนืด (Price stickiness) โดยการตัดสินใจปรับราคาแต่ละครั้ง นอกจากส่วนใหญ่จะพิจารณาราคาของคู่แข่ง(Coordination failure) และต้นทุน (Cost-based pricing) แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องคำนึงถึงด้วย เช่น การตกลงราคาซื้อขายกับลูกค้าไว้ล่วงหน้า (Explicit contracts) รวมถึงการบริหารความคาดหวังของลูกค้าที่ไม่ต้องการให้ปรับราคา (Implicit contracts) ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ท าให้การปรับราคาของธุรกิจทำไม่ได้ทันทีและบ่อยนัก อีกทั้งบางธุรกิจอาจเลือกใช้วิธีอื่นเพื่อรักษา Profit marginแทนการปรับราคาด้วย เช่น เพิ่มการผลิต ลดคุณภาพ 
ลดระยะเวลาการรับประกันสินค้า เป็นต้น

กลุ่มผู้ประกอบการที่คาดว่าจะทยอยปรับราคาได้ตั้งแต่ช่วง 3 เดือนข้างหน้าไปจนถึงปลายปี 2565 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SME ที่แบกรับต้นทุนได้น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่ง SME ส่วนมากคาดว่าจะแบกรับต้นทุนโดยไม่ปรับราคาได้อีกเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น โดยปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ต้องปรับราคา คือ ต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนขนส่ง

หากประเมินจากประเภทธุรกิจ พบว่าธุรกิจในภาคการผลิตและการค้ามีโอกาสปรับราคาได้มากกว่าภาคบริการ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจพตติกรรมการตั้งราคาในปี 2561 ที่สะท้อนว่าภาคการผลิตและภาคการค้าสามารถปรับราคาสินค้าได้ถี่กว่า อาทิ ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียมและพลาสติกซึ่งสินค้ามีความเกี่ยวเนื่องกับสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับราคาได้เป็นรายเดือน ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

รวมถึงภาคการค้า ส่วนใหญ่ปรับราคาได้เป็นรายไตรมาสถึงครึ่งปี ในขณะที่ธุรกิจภาคบริการ อาทิ ก่อสร้างและอสังหาฯ โรงแรมร้านอาหารและขนส่งมีความถี่ในการปรับราคาสินค้าและบริการเป็นรายปี

แม้ว่าในช่วงต้นปี 2565 ที่ผ่านมาธุรกิจส่วนใหญ่คาดว่าจะยังไม่ปรับราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการแบกรับต้นทุนได้มากกว่า และใช้วิธีอื่นแทนการปรับราคา เช่น ลดโปรโมชั่น เป็นต้น แต่ความขัดแย้งของรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจกดดันให้ผู้ประกอบการปรับเพิ่มราคาสินค้าเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี พลาสติกกลุ่มผู้ผลิตอาหาร รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์และภาคการค้า

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP เศรษฐกิจ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ