เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 เตรียมรับ PERFECT STORM เจอ 6 ปัจจัยเสี่ยง


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 เตรียมตั้งรับ 6 ปัจจัยเสี่ยง มีหมอกปกคลุมทั่วฟ้า ท่ามกลาง PERFECT STORM

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 มี 6 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดให้การเติบโตต่ำกว่าคาด เสมือนหมอกปกคลุมทั่วฟ้าท่ามกลางมหาพายุ 

พฤติกรรมคนซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป เมื่อ "เทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น"

อย่าหวังธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยแรง ทำไมต้องทยอยขึ้นท่ามกลางดอกเบี้ยโลกพุ่ง?

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะใกล้ฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 แต่ขาดการกระจายตัวและอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ มีเพียงกลุ่มท่องเที่ยวฟื้นได้เร็ว ส่วนปัญหาเงินเฟ้อยังรุนแรงต่อ เพราะแม้เงินเฟ้อจะลดลงแต่ราคาสินค้าและบริการหลากหลายหมวดหมู่เริ่มขยับขึ้นหลังผู้ผลิตอั้นต้นทุนต่อไปไม่ไหว 

ดอกเบี้ยขึ้น - ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รุมเร้าไตรมาส 4

นอกจากนี้ ยังคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ด้านการเมืองไทย อาจเห็นรัฐบาลยุบสภาฯ ช่วงไตรมาส 4 ถึงต้นปีหน้า มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่เตรียมย้ายฐานมาไทยและการลงทุนภาครัฐโครงการใหม่อาจชะลอออกไปก่อนมีรัฐบาลใหม่

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัย กระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวไทย คือ วิกฤติพลังงานในยุโรปที่กระทบการบริโภคและการลงทุนหากยุโรปมีปัญหากับรัสเซีย และปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวแรงหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ สวนทางกับจีนที่ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนเก็งกำไรการอ่อนค่าของเงินหยวนและจะยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้แรงปลายปีนี้

จึงเป็นไปได้ว่า ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับ 6 ความเสี่ยง

1.ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แม้ว่าภาคท่องเที่ยวจะกำลังฟื้น โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง และร้านค้าปลีก มีรายได้ดีขึ้น แต่จำกัดอยู่ในกลุ่มที่แข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีภาคที่อ่อนแอ คือ  ภาคเกษตร ที่แม้รายได้จะสูงขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรและผลผลิตที่ออกมามากขึ้น แต่ต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีขยับขึ้นจนกระทบกำไร อีกทั้งกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ทำให้ภาคการผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศเติบโตช้า

ด้านการท่องเที่ยวกลุ่มเมืองรองการท่องเที่ยวยังอ่อนแอ ด้านอสังหาริมทรัพย์มีสต๊อกสูงกว่าความต้องการ ขายไม่หมด โดยเฉพาะต่างจังหวัด สะท้อนกำลังซื้อระดับกลางถึงล่างที่เปราะบาง ส่วนภาคธุรกิจทั่วไปถ้าเข้าถึงเทคโนโลยีได้ยากก็ยากจะปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

ฟื้นตัวแค่เพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทยเท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์มองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยก็มักจะเห็นภาพนี้ แต่ความเป็นจริงที่น่ากังวล เศรษฐกิจไทยมีฝาแฝดที่ตัวติดกันเหมือนแฝดสยาม เป็นกลุ่มอ่อนแอที่มักถูกลืม ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะไม่ยั่งยืน เพราะภาคส่วนที่อ่อนแอจะดึงให้ภาคส่วนที่แข็งแรงทรุดลงได้

2.เงินเฟ้อไทยลดลงช้า จะเริ่มเห็นการส่งผ่านของราคาสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคมากขึ้นในไตรมาส 4 โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมกำลังฟื้นตัว กำลังซื้อดีขึ้นบ้าง ผู้ผลิตที่มีต้นทุนสินค้าสูงขึ้นโดยเฉพาะจากราคาน้ำมันน่าจะสามารถขยับราคาสินค้าและบริการได้มากขึ้น อีกทั้งต้นทุนด้านแรงงานที่กำลังขยับขึ้นตามค่าแรงขั้นต่ำน่าจะมีผลให้ราคาสินค้ายังคงขยับสูงขึ้นต่อในปีหน้า แต่คงไม่รุนแรงเท่าที่ผ่านมา

สำนักวิจัยซีไอเอ็มบีไทย คาดว่า  อัตราเงินเฟ้อน่าจะเฉลี่ยที่ราว 6.2% ปีนี้ และ 2.9% ปีหน้า และหากเงินเฟ้อยังสูง ประกอบกับความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันในต่างประเทศ ทางกนง. อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแรงกว่าคาด ทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์

 

 

3. เสียโอกาสการลงทุน จากความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนต่างชาติจะรอความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาลใหม่ก่อนเข้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และอาจเสียโอกาสบรรลุข้อตกลงการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ หากไม่มีสภาฯ ในการรับรองสนธิสัญญากับต่างประเทศ และจะยิ่งทำให้ไทยขาดจุดแข็งดึงดูดต่างชาติย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทยได้ หากเร่งขจัดความไม่แน่นอน ประเทศไทยจะมีโอกาสในการลงทุนดีขึ้น นอกจากนี้ การยุบสภาฯ จะมีผลให้การลงทุนภาครัฐในโครงการใหม่ชะลอไปก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ แต่แก้ไขถ้าเร่งอนุมัติโครงการโดยเร็วและยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเข้าลงทุนตาม

4.วิกฤติพลังงานในยุโรป นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจได้ หากปัญหาการขาดแคลนพลังงานลากยาว เศรษฐกิจยุโรปถดถอย จะกระทบเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยว ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีปัญหา

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ประกาศลุยคุมเงินเฟ้อ จ่อขึ้นอีก 1.25% ในปีนี้

5.สหรัฐเร่งขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญภาวะถดถอย GDP ติดลบนับจากไตรมาส 4 ไปถึงปีหน้าหากเฟดยังคงเร่งการขึ้นดอกเบี้ยจนมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงอย่างชัดเจน เพราะเฟดคงกังวลว่าหากไม่ส่งสัญญาณชัดเจนพอ หรือไม่สามารถลดการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตได้ดีพอ เงินเฟ้อที่แม้จะปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเดือนต่อๆไป อาจพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีก และจะยิ่งทำให้เฟดต้องเข้มงวดในการปรับดอกเบี้ยขึ้นแรงมากเกินจำเป็น กระทบเศรษฐกิจหนักขึ้นคาดว่าเฟดจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยไปถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 4.75% ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อสามารถลดลงมาได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน คาดว่าเฟดจะดูดซับสภาพคล่องผ่านการลดงบดุล หรือมาตรการ quantitative tightening (QT) ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งบริษัทและครัวเรือนโดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ขยับสูงขึ้นได้ต่อเนื่อง แม้เฟดอาจประสบความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาด้วยการลดการคาดการณ์เงินเฟ้อในปีหน้าได้

จากสงครามเงินเฟ้ออาจมีธุรกิจหลายแห่งล้มลง คนอเมริกันหลายล้านคนตกงาน การบริโภคชะลอแรง กดดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโตช้าลง กระทบการส่งออกของไทยติดลบปีหน้า คาดว่าการส่งออกสินค้าสกุลดอลลาร์สหรัฐจะหดตัว 0.6% ปีหน้า หลังขยายตัว 7.1% ปีนี้

 

6.เงินหยวนอ่อนค่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนมีผลกดดันเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนเป็นพิเศษ เห็นได้จากช่วงที่จีนมีคำสั่งล็อกดาวน์หรือจำกัดการเดินทางในประเทศ สินค้าบริโภคที่ส่งออกไปจีนกระทบมาก ห่วงโซ่อุปทานชะงักงันจากการหยุดผลิตสินค้า ปัญหาด้านการขนส่งสินค้าทางเรือกระทบการค้าในอาเซียนรวมทั้งไทย 

มองต่อไป คาดว่าจีนจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และลดข้อจำกัดการเดินทางต่างประเทศช่วงปลายปีนี้ตามอย่างฮ่องกง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจีนเสี่ยงเติบโตช้ากว่าในอดีต ประกอบกับมีสงครามเทคโนโลยี (มาตรการจำกัดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของจีนจากสหรัฐ) กระทบเงินทุนเคลื่อนย้ายและความมั่นใจการลงทุนในจีน

ประเด็นสำคัญคือส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐและจีนจะยิ่งกว้างขึ้นๆ เพราะสหรัฐกำลังขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง สวนทางกับจีนที่มีโอกาสลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อของจีนยังต่ำ มีผลให้เงินหยวนอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐได้อีก ช่วงที่เงินหยวนแตะระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐมีผลทางจิตวิทยาให้นักลงทุนเก็งกำไรว่าเงินหยวนอาจอ่อนค่าขึ้นอีก ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินบาทที่มีความเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับหยวนอย่างใกล้ชิดอ่อนค่าตามได้

คาดว่าเงินบาทอาจแตะระดับ 38.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐปลายปีนี้

ค่าเงินบาทมีโอกาสแกว่งตัวในระดับ 37-37.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  หากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐกว้างขึ้นอีก จะดึงดูดเงินทุนไหลจากตลาดทุนไทยไปพักในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น คาดว่าเงินบาทอาจแตะระดับ 38.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐปลายปีนี้ และมีความเสี่ยงที่อ่อนค่าช่วงต้นปีหน้าได้อีกจากปัญหาความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการอ่อนค่าของเงินหยวน และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในต้นปีหน้า 

อย่างไรก็ตาม สำนักวิจัยฯปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2565 เป็น 3.2% จาก 3.1% โดยคาดว่าไตรมาส 3 และ 4 จะฟื้นตัวต่อเนื่องที่ราว 4% จากปีก่อน และมองการเติบโตปี 2566 ที่ 3.4% ซึ่งเป็นระดับที่เหนือค่าเฉลี่ยในอดีต

 

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP เศรษฐกิจ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ