น้ำมันลงอีก! โออาร์-บางจาก ลดเบนซิน 30-50 สต. ตามตลาดโลกขาลง


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เช็กราคาน้ำมัน โออาร์ - บางจาก เตรียมปรับลดราคาน้ำมัน โดยกลุ่มเบนซิน ลง 0.30 บาท/ลิตร เว้น E20 ลดลง 0.50 บาท/ลิต ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลตีห้าวันพรุ่งนี้ (10 ธ.ค. 65) ขณะที่น้ำมันโลกฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังมีแนวโน้มขาลง ท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย ฉุดความต้องการใช้พลังงาน

“บางจาก” ตรึงราคาน้ำมัน 10 วัน เป็นของขวัญปีใหม่คนไทย เริ่ม 24 ธ.ค.

ราคาทองวันนี้ ปิดตลาดขึ้น 100 บาท รูปพรรณยืนเหนือ 30,000 บาท

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2565 บริษัท ปตท. นํ้ามัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มเบนซิน - แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ลดลง 0.30 บาทต่อลิตร ยกเว้น E20 ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซลยังคงราคาเท่าเดิม ซึ่งจะมีผลในวันที่ 10 ธ.ค. 2565 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

โดยราคาที่ประกาศเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานคร ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น

ด้านสถานการณ์น้ำมันโลก ราคาปรับขึ้นเล็กน้อยในวันนี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจาก ท่อส่งน้ำมันจากแคนาดาไปยังสหรัฐฯ เกิดการรั่วไหลครั้งใหญ่ในรอบทศวรรษกว่า 14,000 บาร์เรล ส่งผลให้ต้องทำการปิดท่อส่งเพื่อซ่อมแซม ด้านนักวิเคราะห์ ประเมินว่า อาจใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์ เพราะน้ำมันรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอย จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ ซึ่งกระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และฉุดความต้องการใช้พลังงานให้ลดลง

โดยถึงแม้จะมีแรงหนุนจากการผ่อนคลายโควิด-19 ในจีน ซึ่งจะกระตุ้นการความต้องการใช้พลังงาน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงอยู่ในระดับสูง และยังกดดันการเติบโตทางเศรษกิจของจีน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า อาจจะใช้เวลานานในการฟื้นตัว

ราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบทั่วโลก

• สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้น 0.69 ดอลลาร์ หรือ +0.91% ล่าสุดอยู่ในระดับ 76.84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

• สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็สซัส (WTI) ปรับขึ้น 0.95 ดอลลาร์  หรือ +1.33% ล่าสุดอยู่ในระดับ 72.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ด้านหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ระบุว่า ราคาเฉลี่ยรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นกว่า 2 เหรียญ จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดดตลาดคาดจีนผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกจะเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากเริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19

ขณะเดียวกัน ยังได้รับแรงสนับสนุนจาก รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนซื้อน้ำมันดิบเติมเข้าคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ปริมาณ 3 ล้านบาร์เรล ส่งมอบเดือน ก.พ. 66 นับเป็นการซื้อเพื่อเก็บเป็น SPR ครั้งแรกหลังระบายน้ำมันดิบปริมาณ 180 ล้านบาร์เรล ตั้งแต่เดือน มี.ค. 65 

สำหรับในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวระหว่าง 78-83 ดอลาร์ต่อบาร์เรล ประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ การตอบโต้ของรัสเซียต่อการกำหนดเพดานราคา (Price Cap) น้ำมันดิบรัสเซียที่ขนส่งทางทะเล ตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. 65 ของกลุ่ม G7 พร้อมด้วยออสเตรเลียและสหภาพยุโรป (EU) โดยรัฐบาลรัสเซียเผยว่าได้ข้อสรุปมาตรการตอบโต้ชาติตะวันตก และเตรียมที่จะเปิดเผยรายละเอียดภายในสัปดาห์นี้  และกล่าวย้ำว่ารัสเซียจะไม่จัดส่งน้ำมันให้กับประเทศที่ดำเนินการตามข้อตกลง Price Cap

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

  • Reuters รายงานท่อ Keystone (622 KBD) ส่วนที่ขนส่งน้ำมันจากเมือง Hardisty ในรัฐ Alberta ของแคนาดา ไปยังโรงกลั่นในรัฐ Illinois ของสหรัฐฯ กลับมาเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 65 ส่วนท่อจากเมือง Steele City รัฐ Nebraska ไปจนถึงคลังเก็บน้ำมันที่เมือง Cushing รัฐ Oklahoma ยังคงปิดดำเนินการ
  • รายงานฉบับเดือน ธ.ค. 65 ของ IEA คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2565 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.26 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 99.57 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อน 14,000 บาร์เรลต่อวัน) และในปี 2566 เพิ่มขึ้น 1.71 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อน มาอยู่ที่ 101.82 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อน  10,000 บาร์เรลต่อวัน)  

 

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

  • EIA คาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/65 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 260,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 12.29 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) มีมติปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 4.25-4.5% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) วันที่ 14-15 ธ.ค. 65 โดย Fed คาดว่าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสู่ระดับ 5.0-5.25% ในปี 66 และปรับลดลงสู่ระดับ 4.1% และ 3.1% ในปี 67-68 ตามลำดับ (การประชุม FOMC ครั้งถัดไปวันที่ 31 ม.ค. – 1 ก.พ. 66)

 

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP เศรษฐกิจ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ