หนี้ครัวเรือน ปี 65 ทะยาน 86.5% ต่อ GDP เฝ้าระวังสินเชื่อรถยนต์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เปิดรายงาน "หนี้ครัวเรือน" ยังเป็นปัญหาใหญ่ของไทย เฝ้าระวังสินเชื่อรถยนต์ พบลูกหนี้อายุ 30-49 ปี มีปัญหาชำระหนี้สูงสุด

สภาพัฒน์ เปิดรายงาน หนี้สินครัวเรือนไตรมาสสาม ปี 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 คิดเป็น สัดส่วนร้อยละ 86.5 ต่อ GDP ขณะที่คุณภาพสินเชื่อทรงตัว แต่ยังต้อง เฝ้าระวังสินเชื่อยานยนต์ และลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่ยังมีจ่านวนมาก ดังนั้น จึงต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ ความคืบหน้า การปรับโครงสร้างหนี้และการมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกลุ่ม

ผ่า 4 นโยบายเศรษฐกิจในการเลือกตั้งทั่วไป 2566 จากพรรคการเมือง

มองทิศทาง ทองในประเทศ ทรงตัวเหนือ 29,500 บาท รับอานิสงส์บาทอ่อน

โดย หนี้สินครัวเรือน ณ ไตรมาสสาม ปี 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่า 14.90 ล้านล้านบาท ขยายตัว ร้อยละ 3.9 จากร้อยละ 3.5 ของไตรมาสก่อน

 

เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส

นับตั้งแต่ ไตรมาสสาม ปี 2564 ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้น

ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 86.8 ลดลงจาก 88.1 จาก ไตรมาสที่ผ่านมา

"หนี้เสีย" ยังสูง 4 แสนล้นบาทเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

ขณะที่  ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่า กลุ่มลูกหนี้ดีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนกลายเป็นหนี้เสียยังมีปริมาณมาก แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลายลง แต่มูลค่าหนี้เสียของกลุ่มดังกล่าวยังสูงถึง 4.0 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 และมีจำนวนบัญชีที่เป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็น 4.7 ล้านบัญชีจาก 4.3 ล้านบัญชีของไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเกือบร้อยละ 60 เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล

หนี้สินครัวเรือนขยายตัวในทุกประเภทสินเชื่อ

สินเชื่อที่มีการขยายตัวในอัตราสูง ได้แก่ สินเชื่อ บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับที่ขยายตัวถึงร้อยละ 11.8 และร้อยละ 21.4 ขณะที่สินเชื่อที่ ขยายตัวในอัตราต่ำ ได้แก่ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ขยายตัวร้อยละ 4.1 สินเชื่อยานยนต์ขยายตัวร้อยละ 1.2 และ สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจขยายตัวร้อยละ 3.4

การขยายตัวของสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นผลมาจากกิจกรรม ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนที่ลดการใช้เงินสดมากขึ้น ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การก่ำกับ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่าย มีเงื่อนไขการสมัครไม่มาก และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้่าประกัน สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยยังมีปัญหาสภาพคล่องจึงมี การใช้บริการสินเชื่อประเภทนี้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสสี่ ปี 2565 ยอดคงค้างหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์ มีมูลค่า 1.40 แสนล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.3 จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.62 ต่อสินเชื่อรวม ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมของสินเชื่อเกือบทุกประเภทปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ลูกหนี้ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีมูลค่า NPL ขยายตัวค่อนข้างสูงและมีหนี้เสียต่อ บัญชีสูงถึง 77,942 บาท

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณา สินเชื่อกล่าวถึงพิเศษ (SML) หรือสินเชื่อค้างช่าระน้อยกว่า 3 เดือน พบว่า ภาพรวมมูลค่า SML ปรับตัวลดลง โดยมีสัดส่วนร้อยละ 6.6 ต่อสินเชื่อรวม แต่เมื่อพิจารณาสินเชื่อรายวัตถุประสงค์ กลับพบว่า สินเชื่อกล่าวถึงพิเศษ ในสินเชื่อรถยนต์มีมูลค่าสูงขึ้น และมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยมีสัดส่วน ร้อยละ 13.7 ของสินเชื่อรวม

กลุ่มลูกหนี้อายุ 30-49 ปี เป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการชำระหนี้สูงที่สุด หรือมีมูลค่าหนี้เสีย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 59.2 เมื่อเทียบ กับกลุ่มอายุอื่นๆ

สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นเสมือนกับดักต่อเศรษฐกิจและ สังคมไทยในอนาคต ดังนั้น ในระยะถัดไปมีประเด็นที่ต้องติดตามและให้ความส่าคัญ คือ

1) การเร่งดำเนินการปรับ โครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ที่เริ่มมีสัญญาณการผิดชำระหนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการตกชั้นของลูกหนี้ที่มีจ่านวนมาก และ 2) การมีมาตรการเฉพาะเจาะจงในการช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้เสียจากผลกระทบของ COVID-19 เช่น ขยายเวลาชำระหนี้ ก่าหนดสัดส่วนการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ เป็นต้น เพื่อลดจำนวนลูกหนี้เสียไม่ให้เพิ่มขึ้นในระยะถัดไป และรักษาสถานะลูกหนี้ให้อยู่ในระบบการเงิน

TOP เศรษฐกิจ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ