"เซลฟี่" ทำจิตตก ขี้อิจฉา ขาดความมั่นใจ


โดย PPTV Online

เผยแพร่




จิตแพทย์ห่วงวัยรุ่นที่ฮิตเซลฟี่หวังยอดไลค์ เสี่ยงขาดความมั่นใจ หวั่นพัฒนาตัวเองยาก

จิตแพทย์ห่วงวัยรุ่นไทยที่ฮิต "เซลฟี่" ถ่ายรูปตัวเองแล้วนำไปเผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ว่าควรทำเป็นบางโอกาส หากมากไปและจดจ่อว่าจะมีใครเข้าดู กดไลค์ และแสดงความคิดเห็น ชี้เป็นสัญญาณเตือนบอกถึงการขาดความมั่นใจในตัวเอง อาจส่งผลถึงอนาคตกลายเป็นคนโลเล จับผิดคนอื่นเก่ง ขี้อิจฉา พัฒนาตนเองยาก และผลต่อประเทศคือสังคมจะขาดผู้นำ ขาดนักพัฒนาสร้างสรรค์ เพราะกังวลความสำเร็จ กลัวการล้มเหลว อาจมีความผิดปกติอารมณ์ได้ง่าย จนอาจถึงขั้นต้องเข้ารับการบำบัด ระบุสังคมโลกออนไลน์ไม่ใช่โลกของความเป็นจริง แนะวิธีห่างเซลฟี่ให้จำกัดการเผยแพร่รูปตัวเอง หากิจกรรมอย่างอื่นทำแทน เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวพักผ่อน ใช้เวลาอยู่กับคนใกล้ชิด ยอมรับความจริงในความแตกต่างของคน เป็นการสร้างความมั่นใจตัวเองได้

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้คนทั่วโลกนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเลคทรอนิคส์ (องค์การมหาชน) สำรวจการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปี 2556 พบว่าทั่วโลกมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก 1,000 ล้านกว่าคนต่อเดือน ใช้งานอินสตาแกรมมากกว่า 100 ล้านคนต่อเดือน ส่วนในไทยพบว่ามีประชาชนใช้เฟซบุ๊กถึง 19 ล้านคน ใช้อินสตาแกรมถึง 800,000 คนต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นเดือนละ 10 ล้านคน

ทั้งนี้ เรื่องที่น่าห่วงคือประชาชนทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะวัยรุ่นนักเรียน นักศึกษา นิยมพฤติกรรมที่เรียกว่า "เซลฟี่" (selfie) กันมาก กล่าวคือการถ่ายรูปตัวเองในอิริยาบถต่างๆ แล้วนำไปเผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไม่ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน หรือกินอะไร เพื่อให้เพื่อนในสังคมออนไลน์ทั้งที่รู้จักจริงและรู้จักในสังคมออนไลน์ได้รับรู้ มากดไลค์ (Like) ถูกใจในรูปภาพ โดยเฉพาะภาพเดี่ยวทั้งถ่ายครึ่งตัว เต็มตัว ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพจิตในอนาคตได้ โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจในตนเอง ซึ่งจะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลต่ออนาคตการงานและการพัฒนาประเทศอย่างคาดไม่ถึง

"การเซลฟี่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล การลงรูปเพราะอยากได้การตอบรับจากสังคม และการได้ยอดกดไลค์ถือว่าเป็นรางวัล ซึ่งเป็นหลักปกติของมนุษย์ทั่วไป ถ้าอะไรที่ทำแล้วได้รางวัลก็จะทำซ้ำ แต่ว่ารางวัลของแต่ละบุคคลมีผลกระทบต่อความรู้สึกไม่เท่ากัน บางคนลงรูปไปแล้วได้แค่สองไลค์เขาก็มีความสุขแล้วเพราะถือว่าพอแล้ว แต่บางคนต้องให้มียอดคนกดไลค์มากๆ พอมากแล้วก็ยิ่งติดเพราะถือว่าเป็นรางวัล ในทางตรงกันข้าม หากได้รับการตอบรับน้อย ไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ และทำใหม่แล้วก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ จะส่งผลต่อความคิดของตัวเอง บุคคลนั้นจะสูญเสียความมั่นใจและส่งผลต่อทัศนคติด้านลบของตัวเองได้ เช่น ไม่ชอบตัวเอง ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง แต่หากบุคคลนั้นสามารถรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้เป็นปกติได้ เซลฟี่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต" พญ.พรรณพิมล กล่าว

ขณะที่ นักจิตวิทยาในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อคิดว่า "เซลฟี่" สามารถกัดกร่อนความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในตัวเองได้ หากถ่ายรูปตัวเองเผยแพร่บนโลกออนไลน์เป็นบางโอกาสถือเป็นการมีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์ แต่หากมากไปและคาดหวังจดจ่อว่าจะมีใครเข้าดู เข้ามาแสดงความคิดเห็น แสดงว่า "เซลฟี่" กำลังสร้างปัญหา และเป็นสัญญาณหนึ่งบอกถึงการขาดความมั่นใจในตัวเอง ล่าสุดสาธารณสุขประเทศอังกฤษได้ออกมาประกาศว่าอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง ในแต่ละปีมีชาวอังกฤษเข้ารับการบำบัดมากกว่า 100 ราย

นอกจากนี้ พญ.พรรณพิมล ระบุอีกว่า ความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทุกคน เพราะจะทำให้คนพอใจในตนเอง มีความสุข มีสมาธิ ไม่กังวล ไม่โหยหาความรักและความสนใจจากคนอื่นๆ กล้าทำในสิ่งใหม่ที่เหมาะสม มีความเป็นผู้นำ กล้าเผชิญความจริง มีบุคลิกภาพดี เป็นมิตรกับคนทุกคน หากขาดความมั่นใจในตนเองจะเกิดความกังวล ลังเล ชีวิตไม่มีความสุข เมื่อมีความคิดสะสมไปเรื่อยๆ อาจมีความผิดปกติทางจิตใจอารมณ์ได้ง่าย เช่น หวาดกลัว หวาดระแวง เครียด อิจฉา ชอบจับผิดคนอื่น ซึมเศร้า อาจทำพฤติกรรมแปลกๆ มีลักษณะตรงข้ามกับความมั่นใจตัวเอง เช่นการแต่งกาย การใช้คำพูด หรือประชดชีวิตตนเอง เช่น ดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด เป็นต้น

หากเยาวชนไทยเป็นผู้ที่ขาดความมั่นใจ จะทำให้ไม่กล้าลงมือทำสิ่งใหม่ในชีวิต มักทำตามคนอื่น เป็นผู้ลอกเลียนแบบ หรือทำซ้ำๆ ในสิ่งที่ทำมาแล้ว พัฒนาตนเองยาก มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ทำให้จำนวนผู้นำน้อยลง ครอบครัวขาดเสาหลักที่มั่นคง โอกาสการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เป็นไปได้ยากขึ้น หากเป็นผู้ทำงานแล้วโอกาสความก้าวหน้าจะช้ากว่าคนอื่น

ดังนั้นการวิธีป้องกันการเสพติด "เซลฟี่" และการสร้างความมั่นใจตัวเองบนโลกความเป็นจริงต้องให้ความสำคัญกับคนรอบข้างที่เป็นสิ่งแวดล้อมจริงในชีวิตประจำวัน หากิจกรรมยามว่างทำกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวพักผ่อน ต้องยอมรับในความแตกต่างของคนที่ไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน และที่สำคัญต้องฝึกความอดทนให้กับตัวเอง เพราะการถ่ายเซลฟี่ไม่สามารถที่จะทำได้ตลอดเวลา ครั้งไหนที่ทำไม่ได้ต้องยอมฝืนใจที่จะไม่ทำ หากผ่านจุดนั้นไปได้ในครั้งต่อๆ ไปก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมการถ่ายเซลฟี่ได้เช่นกัน

PR-โปรแกรมผลบอล_B PR-โปรแกรมผลบอล_B
TOP ไลฟ์สไตล์
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ