







เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คาห้องทำงาน ในคดีเรียกรับเงินลูกน้อง แลกกับการไม่ถูกโยกย้ายตำแหน่ง

พบกระเป๋าและซองสีน้ำตาล บรรจุเงินสด 21 รายการ รวม 4.8 ล้านบาท บางซองเขียนข้อความคล้ายเป็นชื่อ หน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานฯ หลายแห่ง





เบื้องหลังการจับกุมปรากฎชื่อ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ได้ ร้องเรียน และร่วมปฏิบัติการกับตำรวจ ปปป. , ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ซึ่งเขาอ้างว่า อธิบดีกรมอุทยานฯมีการเรียกรับส่วย หลายรูปแบบ มูลค่าตั้งแต่หลักพันบาทจนถึงหลักแสนบาท

ผ่านไปเพียง 1 วัน นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งย้ายนายรัชฎา ออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง 5 มกราคม 2566 คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงมีมติเสนอ ให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงมีกรอบเวลา 30 วัน ในการดำเนินการ





อดีตหัวหน้าอุทยานฯแห่งหนึ่ง เปิดเผยข้อมูลว่า การเรียกรับส่วยจะทำกันเป็นขบวนการ ตั้งแต่ออกคำสั่งโยกย้าย และส่งแมวมองเข้าหาเป้าหมาย เพื่อยื่นข้อเสนอแลกรับผลประโยชน์

ขณะที่ นายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ยอมรับว่า ในอดีตมีวิธีเรียกรับผลประโยชน์หลายรูปแบบ แต่ขึ้นอยู่กับผู้บริหารแต่ละยุคว่าสนใจเรื่องเหล่านี้แค่ไหน


กรมอุทยานฯถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามอีกหลายประเด็น
โดยเฉพาะผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสหรือ ITA
ที่พบว่าได้เกรด A ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน
แม้ว่า ป.ป.ช.จะชี้แจงว่า
เป็นแค่การประเมินตนเองของหน่วยงานก็ตาม

จากประเด็น เรียกรับส่วย ที่เกิดขึ้นในส่วนราชการระดับ “กรม”
ส่งผลให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึง ราชการทั้งระบบ
ถึงเวลาที่จะต้องผลักดันให้เกิด การปฏิรูปอย่างจริงจังหรือไม่
หรือจะปล่อยให้ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

