ธปท. มอง Reciprocal Tariff กระทบส่งออกครึ่งหลังปี 68 หดตัว 4%
ธปท. มอง Reciprocal Tariff กระทบส่งออกครึ่งหลังปี 68 หดตัว 4% คาด ปี 69 หดตัว 2% ปัดตอบ ไทยโดนภาษีสูงสุด 36% แต่ยอมรับจะเป็น shock สำคัญที่สุด
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยยายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยมุมมองถึงกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐส่งจดหมาย ถึงไทยประกาศเลื่อนบังคับใช้การเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จาก 9 ก.ค.68 เป็นวันที่ 1 ส.ค. 68 โดยเรียกเก็บภาษีไทยในอัตราสูงสุด 36% นั้น ว่า ตลาดการเงินโลกมีการคาดการณ์ในส่วนนี้ไว้ระดับหนึ่ง จึงไม่ได้ปรับตัวรุนแรง รวมทั้งตลาดการเงินไทยด้วยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามความชัดเจนในระยะต่อไป แต่อย่างไรก็ตามมองว่า ไทยยังพอมีช่วงเวลาของการเจรจาอยู่
สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากเครื่องชี้วัดไตรมาส 1 และ 2 ที่ออกมา แต่ระยะข้างหน้ายังคงมีความท้าทายหลายด้าน ทั้งมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯที่กระทบการส่งออกและการลงทุน โดยประเมินว่าส่งออกครึ่งหลังของปี 2568 จะติดลบ 4% และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 ที่จะติดลบ 2% อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เติบโตช้ากว่าที่คาด ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้จะกระทบกับการบริโภคไปจนถึงปี 2569 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ได้รวบรวมปัจจัยดังกล่าว ไว้ในการประชุมเพื่อกำหนดแนวโน้มนโยบายแล้ว ซึ่งมาตรการภาษีสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ไม่รุนแรงและรวดเร็วแบบช่วงโควิด (shock) แต่จะส่งผลระยะยาวในภาคการส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมทั้งขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจด้วย
ขณะที่ด้านนโยบายทางการเงิน มองว่าควรจะผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ดังนั้น กนง. จึงพร้อมที่จะปรับนโยบายเพิ่มเติมหากมีความเสี่ยงชัดเจนเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนข้อเสนอของไทยต่อสหรัฐนั้นต้องดูความชัดเจนในรายละเอียด โดยเฉพาะ การลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมว่าจะกระทบภาคการผลิตแค่ไหน หากเป็นสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศและยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ก็จะกระทบน้อยลง
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธปท. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้ส่งหนังสือไปยังรัฐบาลถึงมาตรการ ที่ควรให้ความสำคัญทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือกับผลกระทบการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ โดย ธปท. และ สศช. เห็นตรงกันว่าต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าต่างประเทศทะลักเข้าไทย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นรายย่อย SMEs ที่มีสัดส่วนการจ้างงานจำนวนมาก โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการนำเข้าสินค้า การทุ่มตลาด แพลตฟอร์มการนำเข้าสินค้า ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการ รวมไปถึงทำให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพแข่งขันได้เท่าเทียมกับผู้ประกอบการต่างประเทศด้วย
ขณะที่ ปัจจัยทางการเมืองในประเทศ มองว่าอาจส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณปี 2569 ที่อาจล่าช้า ซึ่งประเทศไทย มีประสบการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในลักษณะดังกล่าวมาก่อนเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งก็ส่งผลต่อการใช้จ่ายต่อเนื่องในการลงทุนภาคเอกชน
ด้านนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่าจากการประชุม กนง. ที่ผ่านมา ได้ประเมินสถานการณ์การจากการขึ้นกำแพงภาษีสหรัฐฯไว้ในหลายด้าน การถูกเรียกเก็บภาษีการนำเข้า 18% อยู่บนสมมติฐานที่พอจะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษี ในอัตราเท่าใดหรือจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ (technical recessione ) หรือไม่ แต่การเติบโตเศรษฐกิจไทย ครึ่งหลัง ปี 68 จะชะลอตัวลงแน่นอน จึงปรับลดประมาณการณ์ GDP ปี 69 จะขยายตัวที่ 1.7% ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ส่วนของปี 68 นั้น จะอยู่ที่ 2.3% จากการขยายตัวภาคการผลิตและการเร่งส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งปีแรก แต่ระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยก็จะมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
การถูกเรียกเก็บภาษีจะกระทบภาคการส่งออกแค่บางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีสัดส่วน 40% ที่ถูกเป็นอัตราภาษีระดับเท่ากันทั้งโลก เนื่องจากบางรายกลุ่มอุตสาหกรรมเช่นอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ถูกเรียกเก็บภาษีในระดับ 25% ไปตั้งแต่ต้นแล้ว ส่วนกรณีเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำและต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย มองว่า ไม่ได้เกิดจากประชาชนชะลอการบริโภค ไม่ได้เกิดภาวะเงินฝืด แต่เกิดจากราคาพลังงานและ ราคาอาหารสดที่ปรับลดลง ส่วนค่าเงินบาทยอมรับว่าแข็งค่าขึ้นแต่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาคและอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับภูมิภาค ซึ่ง ธปท. ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด”
ทั้งนี้ ธปท. ดูแลนโยบายการเงินไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย และเอื้อต่อการขยายตัวได้แต่ก็พร้อมที่จะปรับดอกเบี้ยถ้าหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB