ถอดบทเรียนผู้ลงทุน 'ควิกเลน' ทำธุรกิจ ฟาสต์ฟิต ช่วงวิกฤตโควิด-19
สัมภาษณ์พิเศษ 'กรรณิกา ธรรมมะ ' นักลงทุน ควิกเลน เกษตรนวมินทร์ ฉายภาพธุรกิจฟาสต์ฟิตยังโตได้ แม้ประสบวิกฤตโควิดหลายระลอก
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมานี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง ในทุก ๆ อุตสาหกรรม หลายธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ทันก็ล้มหายปิดกิจการไป แต่ก็มีอีกหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจที่ไม่เพียงสามารถยืนหยัดรอดพ้นวิกฤตมาได้ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตด้วยนั่นคือ ธุรกิจศูนย์ให้บริการบำรุงรักษารถยนต์เร่งด่วน (ฟาสต์ฟิต) ภายใต้แบรนด์ ควิกเลน
นางสาวกรรณิกา ธรรมมะ กรรมการ บริษัท อาเคอร์ เทค จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมลงทุนทำธุรกิจกับ ควิกเลน สาขาเกษตรนวมินทร์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะมาลงทุนร่วมทำธุรกิจกับ ควิกเลน มีประสบการณ์การทำธุรกิจ คาร์ดีเทลลิ่ง มาก่อนและเริ่มมองหาธุรกิจต่อยอดที่สอดคล้องกับพื้นฐานธุรกิจสายคาร์แคร์ของครอบครัว โดยเหตุผลหลักที่ตัดสินใจร่วมลงทุนกับควิกเลนนั้นคือ ควิกเลนเป็นธุรกิจฟาสต์ฟิตแบบแฟรนไชส์ที่ตอบโจทย์ความต้องการต่อยอดธุรกิจมากที่สุด ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วน คือ
- การเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในฐานะผู้นำธุรกิจศูนย์บริการยางและรถยนต์ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ก่อตั้งโดยบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกอย่าง ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี
- มีผลิตภัณฑ์คุณภาพเป็นของตัวเอง
- มีการบริการที่ดีมีมาตรฐานระดับโลก
- มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์นี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนโควิด-19 เพียงเล็กน้อย ซึ่ง ควิกเลน ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาและคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การหาทำเลที่ตั้ง การฝึกอบรมพนักงานระดับมืออาชีพ ทั้งในส่วนของช่างเทคนิคและฝ่ายบริการลูกค้า เครื่องมืออุปกรณ์ที่ครบครันทันสมัย สินค้าที่หลากหลายครอบคลุมการบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ทั้งยาง อะไหล่ ช่วงล่าง ตลอดจนระบบบริหารจัดการสต๊อกสินค้า ยอดขาย และจัดการรถเข้าซ่อม ทั้งยังมีการแชร์กรณีศึกษาจากต่างประเทศมาเพื่อปรับปรุงพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทีมซัพพอร์ตคอยให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในช่วงโควิด-19 ควิกเลน ก็ยังให้การสนับสนุนเพิ่มเติมในเรื่องของการทำการตลาด โปรโมชั่น ช่วยดีลกับพาร์ทเนอร์อื่น ๆ เช่น ซัพพลายเออร์น้ำมันเครื่อง ยาง หรือบริการรับส่งรถถึงบ้าน จาก U Drink I Drive เสริมบริการควิกแมน หรือบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่-ถ่ายน้ำมันเครื่องนอกสถานที่ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจ และมอบบริการที่สะดวกและไว้วางใจได้ให้กับลูกค้าได้อย่างราบรื่น ซึ่งเราเองมีสัญญากับลูกค้าว่าจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 8.00 น. – 20.00 น. เพื่อเข้าไปนั่งอยู่ในใจลูกค้าได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้ควิกเลน สาขาเกษตรนวมินทร์ ซึ่งเปิดกิจการมาได้เกือบ 2 ปี มีผลประกอบการดีขึ้นเป็นลำดับ
“แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ทำงานยากขึ้น ต้องเหนื่อยมากขึ้น และลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเปลี่ยนไป การเข้าใช้บริการกระจุกตัวเป็นบางวัน แต่ผลประกอบการโดยรวมของควิกเลน เกษตรนวมินทร์ ตั้งแต่เปิดในเดือนตุลาคม 2563 - กรกฎาคม 2565 ก็ยังโตต่อเนื่องได้”
สิ่งที่สะท้อนการเติบโตดังกล่าวคือรายได้รวมของบริษัทที่ดูแลบริหารงาน ควิกเลน สาขาเกษตรนวมินทร์ มีรายได้รวมกว่า 15 ล้านบาท นับตั้งแต่เปิดให้่บริการ ซึ่งเมื่อเทียบรายได้ครึ่งปีแรกของปี 2565 กับ ช่วงเดียวกันของปี 2564 มีอัตราเติบโตสูงกขึ้นกว่า 45% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้
ด้วยประสบการณ์ด้านการดูแลลูกค้าและใจรักในงานด้านบริการ ทำให้ กรรณิกา สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า หนึ่งในจุดแข็งของควิกเลน สาขาเกษตรนวมินทร์ คือ การบริการระดับวีไอพีสำหรับลูกค้าทุกคน นอกเหนือจากทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์อยู่ในสถานีบริการน้ำมัน บางจาก บนถนนเกษตรนวมินทร์ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่มีประชากรอยู่จำนวนมากอีกทั้งยังมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้บริการมากมาย ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้บริการ
ขณะที่ สินค้าทุกชิ้นมีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมีการรับประกัน ซึ่งมีสัดส่วนที่น้อยมากที่จะมีลูกค้าเข้ามาแก้ไขงานซ่อมบำรุง โดยสาขาเกษตรนวมินทร์ถือเป็น 1 ใน 3 สาขาที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุดจากลูกค้าของควิกเลนทั้งหมดในประเทศไทย
สำหรับผลิตภัณฑ์ของควิกเลนที่โดดเด่นคือ อะไหล่สำหรับการซ่อมบำรุงตามระยะทาง แบรนด์ออมนิคราฟท์ ที่มีคุณภาพเทียบเท่าอะไหล่จากศูนย์บริการและโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ สำหรับรถหลายรุ่น และหลายแบรนด์ ไม่ใช่เฉพาะรถฟอร์ดเท่านั้น ทั้งยังมาพร้อมการรับประกันที่ยาวนานเทียบเท่ากับที่ศูนย์บริการ นอกจากนี้ ยังมียางหลากหลายแบรนด์ ในทุกระดับ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ท่ามกลางความท้าทายในด้านเทคโนโลยียานยนต์ที่กำลังพัฒนาไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการแข่งขันด้านราคาอย่างเข้มข้นในตลาดฟาสต์ฟิต ควิกเลนก็ถือเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต และยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้เพิ่มขึ้นในอนาคต ด้วยปริมาณรถยนต์สะสมในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมกว่า 17 ล้านคัน จากสถิติกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้ต้องการใช้บริการศูนย์บริการรถยนต์ในรูปแบบฟาสต์ฟิตเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะลูกค้าที่มองหาบริการช่างเทคนิคระดับมืออาชีพที่วางใจได้ มีอะไหล่คุณภาพ ในราคาที่สมเหตุสมผลและเป็นมาตรฐาน ภายหลังจากที่รถหมดระยะรับประกัน