ผ่าแผนธุรกิจ 'เนต้า ออโต้' ตั้งราคารถยนต์ไฟฟ้าสู้อีโคคาร์
ยืนยัน (ยัง)ไม่ขายออนไลน์ เน้นความเรียบง่าย เทคโนโลยีใช้ได้จริงและมีความเสถียร ตั้งเป้าขายปีนี้ 3,000 คัน
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการสำหรับ เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) ที่ปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกนอกประเทศจีนในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ NETA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%
NETA เลื่อนเปิดตัวแบรนด์-รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ ออกไปอีก 1 เดือนจากกำหนดเดิม
PPTV Online ได้ร่วมสัมภาษณ์พิเศษก่อนการเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ โดยมีทีมผู้บริหารจากบริษัทแม่ที่เดินทางมาจากประเทศจีน และ “อเล็กซ์ เป่า จ้วงเฟย” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ ถึงการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
อเล็กซ์ เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เล่าให้ฟังว่า เราเปิดบริษัทในประเทศจีนเป็นครั้งแรกในปี 2557 (ค.ศ. 2014) โดยใช้เวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการระดมทุกสรรพกำลังที่มีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ออกมาสมบูรณ์ที่สุด และเริ่มขายจริงในปี 2561 (ค.ศ. 2018) ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในจีนด้วยยอดขายเฉลี่ยราว 1.2 หมื่นคันต่อเดือน และปัจจุบันมียอดค้างส่งมอบอยู่จำนวนเยอะพอสมควร
การที่ NETA เลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในการทำตลาดมาจากปัจจัยด้านการสนับสนุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยเฉพาะมาตรการอุดหนุนราคารถยนต์ไฟฟ้า 7 หมื่น – 1.5 แสนบาท รวมถึงการลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 8% เหลือ 2% ที่เป็นแรงดึงดูดสำคัญเมื่อเปรียบเทียบความน่าสนใจด้านการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
แม้ว่าคู่แข่งสำคัญอย่าง ‘อินโดนีเซีย’ ที่ถือเป็นประเทศที่มีแหล่งแร่ธาตุ แมงกานีส โคบอลต์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าก็ตาม แต่ด้านอัตราภาษีนำเข้าและอากรขาเข้าต่าง ๆ ที่มีอัตราสูงเมื่อเทียบกับประเทศไทย จึงเป็นสาเหตุสำคัญในการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดประเทศไทยเป็นประเทศแรก ขณะเดียวกัน ในทวีปอื่น ๆ อาทิ ยุโรป หรือ อเมริกา การแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศกลุ่มดังกล่าวนั้นมีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงจากปริมาณแบรนด์ที่มีในตลาด
สำหรับในช่วงแรกจะเป็นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปทั้งคัน (CBU) มาจำหน่าย และได้มีการว่าจ้างให้ บริษัท อรุณพลัส ในเครือของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ NETA ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นประกอบในประเทศได้ในปี 2567 (ค.ศ. 2024)
ขณะที่ เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จะรับผิดชอบด้านการขายและการตลาด โดยมีทุนจดทะเบียนและงบประมาณการตลาดรวม 200 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายการจำหน่ายในปี 2565 (ค.ศ. 2022) ไว้ที่ 3,000 คัน ด้วยการจำหน่ายและทำตลาดเพียง 1 รุ่น คือ NETA V และในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 หมื่นคัน ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เสริมการทำการตลาดอีก 1 รุ่นเพิ่มเติม
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า NETA พวงมาลัยขวา จากฐานการผลิตในประเทศไทย ไปยังประเทศต่าง ๆ ที่มีข้อตกลงในเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) อาทิ เวียดนาม, อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยคาดว่าจะเริ่มส่งออกได้ในช่วงไตรมาส 3/2566
ด้านแผนการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ปัจจุบันมีจำนวน 21 แห่ง ทั่วประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 30 แห่ง ภายในปี 2565 นี้ รวมถึงมีแผนการก่อตั้งศูนย์จำหน่ายและบริการต้นแบบ (แฟลกชิพสโตร์) ภายในปีนี้เช่นกัน จากปัจจุบันบริษัทมีโชว์รูม NETA Space ในห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล พระราม 2 ซึ่งเป็นการลงทุนของบริษัทเพื่อรองรับการทำกิจกรรมและการทำการตลาด
ส่วนรูปแบบการขายของ NETA ยังเป็นรูปแบบการจำหน่ายแบบ Wholesale และ Retail ผ่านผู้แทนจำหน่าย และยืนยันว่ายังจะไม่ทำการจำหน่ายแบบออนไลน์ โดยรูปแบบการจำหน่ายและการทำตลาดแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ซึ่งตัวเราเองมองว่าเราเป็นผู้เล่นรายใหม่และอยากให้ผู้บริโภคสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของเรา
“เรามีเป้าหมายที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของเราเป็นที่นิยมโดยมีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจของบริษัทคือ Popularizer of smart EV และเรามีจุดแข็งที่ชัดเจนคือ Product เรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว โมเดลเดียว รุ่นเดียว คือ NETA V มีให้เลือก 5 สี และเราตั้งราคาให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงง่ายเทียบเท่ากับรถยนต์อีโคคาร์”
นอกจากนั้นเราเชื่อว่า ‘ความเรียบง่าย’ ของรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์เราที่มี ออปชั่น เพียงพอต่อการใช้งานแต่ไม่ได้ล้ำสมัยหรืออัดแน่นด้วยเทคโนโลยีมากล้นเหลือ แต่เน้นความเสถียรในด้านการใช้งานเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างง่ายและเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตบริษัทยืนยันว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีแผนการลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยของตัวเอง โดยจะต้องพิจารณาจากยอดขายที่คาดว่าจะต้องอยู่ที่ราว 5 หมื่นคัน/ปี