09.20 น. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ให้ปากคำกับคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนและคณะพนักงานสอบสวนในคดีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับเงิน 140 ล้านบาท หรือเป้รักผู้การฯ
นายอัจฉริยะ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนมายืนยันข้อเท็จจริงกรณีที่มีนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการฯ ในกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) มีพฤติการณ์เรียกรับสินบนเป็นเงินกว่า 660 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ได้มาจากการทำธุรกิจและเกี่ยวข้องกับนายเป้ ซึ่งเคยช่วยเหลือกันมาในคดีนี้ โดยตนเคยถามตำรวจนายนี้ถึงที่มาที่ไปของเงิน 660 ล้านบาท ซึ่งได้รับคำตอบว่า ได้มาจากธุรกิจถมดิน แต่จริงๆ แล้วเป็นเงินที่รับฟอกเงินให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเป็นเงินจากการเก็บส่วยเว็บพนันออนไลน์ทั่วประเทศ
โดยวันนี้จะมายืนยันข้อเท็จจริงและนำไปสู่การยื่นต่ออธิบดีกรมสรรพากรในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ตรวจสอบการเสียภาษีของรองผู้การฯ ไซเบอร์คนนี้ หากทำธุรกิจจริง ได้จ่ายภาษี 660 ล้านบาท หรือไม่
นายอัจฉริยะ บอกอีกว่า ตำรวจไซเบอร์เรียกรับสินบนจากเว็บพนัน User ละ 30,000 - 50,000 บาท จากเว็บไซต์ทั่วประเทศ ส่วนที่มีข่าวว่าเกิดการจับกุม เป็นการจับกุมแบบปาหี่ แต่สุดท้ายก็ถูกศาลยกฟ้องหรืออัยการสั่งไม่ฟ้อง จากนั้นได้มีการถอนอายัดทรัพย์สินอีกจำนวนมากให้กับผู้ต้องหา
นายอัจฉริยะ บอกด้วยว่า ตั้งแต่มีการก่อตั้งตำรวจไซเบอร์ (สอท.) เป็นระยะเวลา 3 ปี จนถึงปัจจุบันมีการรับส่วยมูลค่ามหาศาลมาโดยตลอด ซึ่งการจับกุมเป็นลักษณะปาหี่ และยังมีตำรวจนำชื่อนายพลตำรวจใหญ่ไปอ้างเรียกรับสินบนกับเว็บพนันทั่วประเทศ ซึ่งตนมีหลักฐานทั้งหมดทั้งคลิปวิดีโอ รูปภาพ และเสียง ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้จะแฉเมื่อไหร่ก็ได้
ทั้งนี้ จะมีการตั้งทีมกฎหมายช่วย นายบอย พัทยา ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ว่ามีความผิดหรือไม่ หากไม่ผิดก็ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะเรื่องนี้มีบุคคลที่สามเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งตนได้ข้อมูลว่าบุคคลที่สามยังไม่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน อีกทั้งยังรับฟอกเงินให้ตำรวจและนักการเมือง โดยหลังจากนี้ตนจะนำหมายศาลไปขอรายการเดินบัญชีของบุคคลที่สามเพื่อมาตรวจสอบว่ามีตำรวจและนักการเมืองคนไหนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ยืนยันว่า ตนมีหลักฐานทุกอย่าง หากมีการฟ้องร้องตนก็จะนำหลักฐานทั้งหมดมาเปิดเผย (เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568)