เสี่ยง ! หากใช้ผิด ยาปฏิชีวนะ ต่างจาก ยาแก้อักเสบ
หลายคนยังสับสนระหว่างยาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบที่มีความแตกต่างและผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน ทำความเข้าใจเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
การทราบข้อกำจัดระหว่าง ยาทั้งประเภท รวมทั้งรู้สรรพคุณของยาให้ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงแพ้และดื้อยาเกิดโรคแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์ที่อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
“ยาปฏิชีวนะ” หรือ เป็นชนิดยาที่ใช้ต้านและฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย โดย‘ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้’ และใช้รักษาเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ตัวอย่างยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลิน อะม็อกซีซิลิน เตตร้าซัยคลิน เลโวฟล็อกซาซิน
“ยาแก้อักเสบ” หรือยาต้านการอักเสบ เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ‘ลดไข้ บรรเทาปวด ลดบวมแดง ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย’ ส่วนใหญ่แล้วการอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่มักเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แดดหรือสารเคมี หรือการอักเสบของกล้ามเนื้อจากการยกของหนัก ตัวอย่างยาแก้อักเสบ เช่น แอสไพริน ไดโคลฟิแนค ไอบรูโพรเฟน พอนสแตน อาร์คอกเซีย จาโปรลอค
อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกวิธี
- แพ้ยา ซึ่งหากแพ้ไม่มากอาจมีแค่ผื่นคัน ถ้ารุนแรงขึ้นผิวหนังจะเป็นรอยไหม้ หลุดลอก หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต
- ดื้อยา การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยา ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะที่ใหม่ขึ้น แพงขึ้น ซึ่งเหลือให้ใช้อยู่ไม่กี่ชนิด สุดท้ายก็จะไม่มียารักษา และเสียชีวิตในที่สุด
- โรคแทรกซ้อน ยาปฏิชีวนะจะฆ่าทั้งแบคทีเรียก่อโรคและแบคทีเรียชนิดดีมีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เมื่อแบคทีเรียชนิดดีตายไป เชื้ออื่นๆ ในตัวเราจึงฉวยโอกาสเติบโตมากขึ้น ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง โดยผนังลำไส้ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
อาการแบบไหนเสี่ยงเป็น "ลองโควิด" ก่อนไปพบแพทย์
ดังนั้นถ้ากินยาปฏิชีวนะเข้าไปเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นยาแก้อักเสบ ทั้งที่ความจริงเป็นยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาก็ไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัส เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์ในการรักษาการอักเสบที่เกิดขึ้น ยังจะทำให้เชื้อโรคดื้อยาได้มากขึ้น หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าวแล้ว วิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด คือ ให้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด และทุกครั้งที่ได้รับยาปฏิชีวนะมาต้องรับประทานให้ครบ เพราะ บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้น ซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล , กระทรวงสาธารณสุข , องค์การเภสัชกรรม, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
เวียนศีรษะ แขนขาอ่อนแรง เสี่ยง "โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน"