“งูกัด” ตกใจได้แต่มีสติ - ห้ามขันชะเนาะ หาแพทย์รับการรักษาโดยด่วน
ช่วงหน้าฝนแบบนี้ภัยจากสัตว์เลื้อยคลานมีพิษจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การรับมือที่ถูกต้องมักถูกหลงลืมในเวลาที่ตกใจ
ต้องเกริ่นก่อนว่า จากข้อมูลความเจ็บป่วย หรือพิการจากการถูกตัดอวัยวะและเสียชีวิตจากเหตุงูพิษกัด เฉลี่ยหนึ่งปีมีคนถูกงูพิษกัดประมาณ 2.7 ล้านคน เสียชีวิต 81,000 - 138,000 คน ส่วนหนึ่งในความสูญเสียนั้นเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทยด้วย
จากรายงานระบาดวิทยาของกรมความคุมโรค พบว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาแนวโน้มคนที่ถูกงูพิษกัดลดลงเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ตัวเลขคนถูกงูพิษกัดแต่ละปียังคงมีค่าเฉลี่ยสูงถึง6,000คน ส่วนใหญ่ถูกกัดในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาวด้วย
ภาพลูกงูเห่าที่เห็นอยู่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่มีชายโพสต์เฟสบุ๊กถามในเพจ กลุ่ม งูไทยอะไรก็ได้ all about Thailand snakes หลังพาภรรยาไปหาหมอเนื่องจากถูกลูกงูกัดที่เท้า แต่กลับได้มาเพียงยาแก้ปวดเพราะมองว่างูไม่มีพิษเพราะลูกงูไม่แผ่แม่เบี้ยจึงไม่เห็นดอกจันด้านหลังจึงไม่ทราบว่าเป็นงูชนิดไหนแต่เมื่อกลับมาบ้านกลับมีอาการง่วงซึมรุนแรงขึ้น จึงรีบพาเข้า รพ.จังหวัดอีกแห่ง โดยนำลูกงูไปด้วยและประจวบเหมาะกับลูกงูแผ่แม่เบี้ยจึงทราบว่าเป็นลูกเห่าแพทย์จึง ฉีดเซรุ่ม admit ให้ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าและโชคดีที่ได้รับการรักษาทัน
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
- ให้รีบล้างแผลบริเวณที่ถูกกัดให้สะอาด ห้ามกรีดบาดแผลให้หรือดูดเลือดออกจากบาดแผลโดยเด็ดขาด
- ห้ามกินยาบรรเทาอาการปวดที่มีส่วนผสมของแอสไพริน เพราะจะไปเสริมฤทธิ์ให้พิษงูทำงานเร็วยิ่งขึ้น
- พยายามอยู่นิ่งๆ และเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด
- ใช้ผ้ายืดหรือหาผ้าสะอาดพันรอบอวัยวะที่ถูกกัดโดย พันจากส่วนปลาย ขึ้นมายังบาดแผลที่ถูกกัดและดามด้วยของแข็งเพื่อลดการเคลื่อนไหวของบริเวณที่ถูกกัด
- ห้ามทำการขันชะเนาะ เพราะหากทำผิดวิธีอาจทำให้มีอันตรายมากขึ้น
- รีบเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
- นำซากงูไปด้วย หากสามารถนำไปได้
ทั้งนี้ ขอให้ตั้งสติ ดูลักษณะของงูหรือถ่ายรูปงูเอาไว้ และร้องขอความช่วยเหลือ ย้ำอีกครั้งแพทย์ไม่แนะนำให้ขันชะเนาะ (tourniquet) เพราะไม่สามารถป้องกันการดูดซึมพิษงูได้ และถ้ารัดแน่นเกินไปอาจทำให้เกิดเนื้อเน่าตายได้ จึงควรรีบมาโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด โดยขยับส่วนที่ถูกกัดให้น้อยที่สุด เพื่อลดการดูดซึมพิษงู และหากถูกงูหาพ่นพิษเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากผู้ป่วยที่ถูกที่มีพิษต่อระบบประสาทกัด อาจเป็นอัมพาตทั่วตัวคล้ายกับเสียชีวิตแล้ว ไม่ควรหยุดการช่วยเหลือ ให้รีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อช่วยการหายใจโดยเร็วที่สุด
การรักษา
แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจเลือด บางรายยังไม่มีอาการของพิษ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจึงต้องสังเกตอาการต่อจนกว่าจะพ้นระยะอันตราย การให้เซรุ่มต้านพิษงูมีประโยชน์ แต่ก็เสี่ยงต่อการแพ้ บางครั้งงูมีพิษกัดแต่ไม่ปล่อยพิษ ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ แพทย์จึงเลือกให้เซรุ่มเฉพาะรายตามความเหมาะสมเซรุ่มต้านพิษงูจะช่วยเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเลือดออกให้ดีขึ้นได้ แม้ผู้ป่วยจะได้เซรุ่มแล้ว บางรายอาจยังเกิดเนื้อเน่าตายหรือไตวายต่อมาภายหลังได้ จึงอาจต้องอาศัยการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การผ่าตัดตัดเนื้อตายออก การให้สารน้ำหรือการล้างไต เพื่อป้องกันและรักษาภาวะไตวาย เป็นต้น
ความเชื่อผิดๆ สังเกตุงูมีพิษหรือไม่
"งูพิษส่วนใหญ่มีหัวเป็นรูปสามเหลี่ยม" เช่น งูเขียวหางไหม้ งูกะปะ งูแมวเซา ที่งูที่มีพิษต่อระบบเลือด ซึ่งส่วนใหญ่มีหัวเป็นทรงสามเหลี่ยม มีขนาดหัวใหญ่กว่าลำตัว ลำตัวก็จะอ้วนป้อม และแต่ในประเทศไทย มีกลุ่มงูที่มีพิษต่อระบบประสาทด้วย เช่น (งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม) ซึ่งหัวก็ไม่ได้เป็นทรงสามเหลี่ยม
“สีตัว” ไม่สามารถบอกได้ว่างูมีพิษหรือไม่
“การจ้องตามัน” ไร้ประโยชน์ เพราะข้อมูลที่คุณจะได้จากการสังเกตตรงจุดนี้นั้นบอกคุณได้แค่เพียงเวลาไหนที่งูมันจะตื่นตัว งูชนิดที่เป็นสัตว์ออกหากินกลางคืน จึงมักจะมีรูม่านตาแนวขวาง ส่วนงูที่ออกหากินตอนกลางวันก็จะมีรูม่านตากลม งูพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลกบางพันธุ์ก็มีรูม่านตากลม แต่งูพิษที่โด่งดังอย่างงูหางกระดิ่งก็จะมีรูม่านตาแนวขวาง
“มีเสียงสั่นหรือเปล่า” งูที่มีเสียงสั่นตรงหางต้องเป็นงูหางกระดิ่งซึ่งเป็นงูพิษ แต่งูหางกะดิ่งแคระฟลอริดานั้นจะมีกระดิ่งตรงหางเป็นท่อนเดียว จึงมักไม่ค่อยทำเสียงสั่นดังเตือนให้รู้ตัว
วิธีสังเกตุงูมีพิษ
ดูที่ร่องระหว่างตากับจมูกของงู งูพิษปกติจะมีร่องจับความร้อนอยู่บริเวณนั้นเพื่อค้นหาเหยื่อที่มีเลือดอุ่น งูไร้พิษจะไม่มีร่องดังว่า
สังเกตเกล็ดใต้ท้องตรงปลายหาง. งูพิษส่วนใหญ่จะมีเกล็ดบริเวณนั้นเพียงแถวเดียวในขณะที่งูไม่มีพิษจะมีสองแถว
ตรวจดูใต้หางถ้าสามารถทำได้. ด้านใต้หาง (หลังรูทวาร) ของงูพิษนั้นจะดูเหมือนส่วนท้องที่เหลือทั้งหมด ถ้างูมีลายสลับมันก็ไม่มีพิษ อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตรวจสอบ เว้นแต่งูนั้นตายแล้ว
ดูงูน้ำว่าย. มีแต่งูน้ำที่มีพิษจึงจะว่ายน้ำโดยมองเห็นทั้งลำตัวในน้ำ
ตรวจดูรอยกัดในกรณีที่ถูกงูกัดหากมีรอยทิ่มใกล้กันสองรูบ่งชี้ได้ว่างูนั้นมีเขี้ยวและมีพิษ ในทางตรงข้าม รอยกัดแบบเละแสดงว่างูไม่มีเขี้ยว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของงูไม่มีพิษ
ปศุสัตว์ส่งเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์เลี้ยงในลัทธิประหลาด
โดยงูพิษที่คนถูกกัดบ่อย ๆ นั้นมีอยู่ 7 ชนิด คือ งูเห่า งูจงอาง งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา ซึ่งเราสามารถจำแนกพิษของงูได้เป็น 4 ประเภท คือ
- พิษต่อระบบประสาท ได้แก่ พิษของงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม ทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ ลืมตาไม่ได้ กลืนลำบาก เสียชีวิตได้
- พิษต่อโลหิต ได้แก่ พิษของงูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ ทำให้มีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ ตามผิวหนัง เหงือก อาเจียนเป็นเลือด
- พิษต่อกล้ามเนื้อ ได้แก่ พิษงูทะเล ปวดกล้ามเนื้อมาก ปัสสาวะสีดำเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลาย
- พิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ได้แก่ พิษงูเห่า งูจงอาง ทำให้ลืมตาไม่ขึ้น น้ำลายมากกลืนลำบาก เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ
อย่างไรก็ตามแม้งูเหลือม งูหลาม ซึ่งเป็นงูไม่มีพิษ แต่สามารถทำอันตรายด้วยกันรัดเหยื่อได้ จึงไม่แนะนำให้จับงูเอง ให้ โทร.แจ้งหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาจับงูต่อไป
ทั้งนี้กรมอนามัยได้แนะวิธีเลี่ยงการถูกงูกัดเพราะในช่วงฤดูฝนอากาศร้อนชื้น เหมาะแก่การอยู่อาศัยของงู ซึ่งมักอยู่อาศัยในบริเวณที่ชื้นแฉะ และแฝงตัวในพื้นที่รก ตามต้นไม้ รวมถึงในบ้านที่ไม่มีการจัดระเบียบให้เรียบร้อย โดยเฉพาะบ้านที่มีพงหญ้าสูงรก จะพบได้ทั้งงูไม่มีพิษ เช่น งูเหลือม งูหลาม ส่วนงูมีพิษ ที่คนถูกกัดเป็นประจำ ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา ซึ่งหากจัดการสภาพแวดล้อมทั้งภายและภายนอกบ้านไม่ถูกสุขลักษณะ อาจเสี่ยงเป็นแหล่งที่หลบซ่อนของงู อาทิ ถังกดน้ำชักโครก รูท่อในห้องน้ำ ขอบฝาถังเครื่องซักผ้า รองเท้า ตู้เก็บรองเท้า เป็นต้น โดยขอให้คอยสอดส่องพื้นที่ทั้งภายในบ้านและบริเวณบ้านอย่างสม่ำเสมอ
- ทำลายแหล่งอาหารของงู โดยเฉพาะหนู ทิ้งขยะลงถังที่แข็งแรง ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด เก็บอาหารในตู้เก็บอาหาร หรือใช้ฝาครอบปิดมิดชิด ใช้กรงดัก กับดัก กาวดักหนู หากใช้สารเคมีกำจัดหนู ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเลี้ยงแมว หรือสุนัข ซึ่งจะช่วยกำจัดหนูได้ รวมถึงช่วยไล่งูได้ด้วย
- ปิดช่องทางเข้าออกของหนูและงู ด้วยลวดตาข่าย แผ่นโลหะ หรือวัสดุที่ป้องกันการกัดแทะของหนูได้
- หากเลี้ยงไก่ นก ต้องทำกรงหรือคอกที่มิดชิด ปิดกั้นรูหรือช่องที่งูจะเข้าไปได้
- ทำความสะอาดบ้านและบริเวณบ้าน หากมีหลุมหรือโพรงควรกลบให้เรียบร้อย
- ตรวจสอบระบบท่อไม่ให้มีรูรั่ว รอยแตก เพราะงูอาจจะเลื้อยเข้าไปตามท่อระบายน้ำ เข้าไปในบ่อเกรอะ และเลื้อยเข้าท่อที่เชื่อมกับคอห่าน ซึ่งจะทำอันตรายต่อคนขณะใช้ส้วมโดยให้ช่างติดตั้งตะแกรงกันงูตามท่อน้ำทิ้ง และปิดประตูห้องส้วม เพื่อป้องกันงูเลื้อยเข้าไป
- หากจำเป็นต้องเข้าพื้นที่รกหรือในป่าควรป้องกันตนเอง โดยสวมรองเท้าหุ้มส้น หรือ รองเท้าบูต กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว พกไฟฉายและไม้
- เจองูให้อยู่นิ่ง ๆ แล้วค่อย ๆ ถอยออกมา เพราะงูจะพุ่งฉกและกัดเหยื่อที่เคลื่อนไหวและหากถูกงูกัดให้รีบหาแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการรักษาอย่างทันท้วงที
ข้อมูลสุขภาพจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ,โรงพยาบาลพญาไท,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย,ระบาดวิทยาของกรมความคุมโรค
หมาติดโควิด-19 จากเจ้าของ อาการเหมือนคน
เตือนภัย “เห็ด 4 ประเภท” ไม่ควรนำมาประกอบอาหารกิน ล่าสุดคร่า 1 ชีวิต