วาเลนไทน์ 2566 ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย ลดอัตราติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
ทำไมหนุ่มสาวถึงเลือกมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกวันวาเลนไทน์ ? อาจจะเป็นเพราะขึ้นชื่อว่า วันแห่งความรัก จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ขณะที่มีพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่อยากได้ “เซ็กซ์” เป็นของขวัญมากที่สุด สวนทางกับสถิติการป้องกันในวัยรุ่น 15-19 ปีใช้ถุงยางอนามัยแค่ 45% ทำยอดผู้ติดเชื้อหนองใน และซิฟิลิสพุ่งพรวดถึงขนาดติด 14 คนต่อวัน แถมสถิติวัยรุ่นคลอดลูกไม่พร้อม 190 คนต่อวัน ยังไม่นับที่ทำแท้ง
การสำรวจกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา พบกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี อัตราใช้ถุงยางต่ำลง ประมาณ45% ทำให้เกิดแนวโน้มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สำคัญเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า มากที่สุดคือหนองที่ติดเพิ่มขึ้น 69.7% ซิฟิลิสก็เพิ่มขึ้นมาก ในวัยรุ่นเรียกว่า 124 คนต่อแสนประชากร หรือ 14 คนต่อวัน ขณะที่รายงานข้อมูลอัตราการคลอดของวัยรุ่นในปี 2560 พบว่า วัยรุ่นไทย อายุ 15-19 ปี ตั้งครรภ์และคลอดบุตร 82,019 คน คิดเป็นร้อยละ 12
ของการคลอดทั้งหมดที่มีปีละ 6 แสนกว่าคน และที่น่าเป็นห่วงคือหญิงกลุ่มนี้มีการคลอดซ้ำมากเกือบร้อยละ 11 หรือกว่า 9,000 คน ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 เป็นนักเรียนนักศึกษา
ขณะที่ ในปี 2564 คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ประมาณ 6,500 คนต่อปี เฉลี่ย 18 คนต่อวันผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ 9,300 รายต่อปี (เฉลี่ย 26 รายต่อวัน) และมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ ประมาณ 520,000 คนโดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 97% เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันและตั้งเผ้ายุติปัญหาเอดส์ ปี พ.ศ.2573 โดยมีเป้าหมายลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ให้เกิน 1,000 คนต่อปี ลดการเสียชีวิตจากเอดส์ไม่เกิน 4,000 รายต่อปี
ถุงยางอนามัยสามารถลดอัตราการติดเชื้อได้แค่ไหน ?
- ช่วยคุมกำเนิด ถุงยางจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดถึง 98 % หากใช้อย่างถูกวิธี
- ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV 70-87 % ในกลุ่มชายรักชาย เนื่องจากมีการร่วมเพศทางทวารหนักเป็นหลัก ซึ่งอาจมีการฉีกขาดของทวารหนักระหว่างร่วมเพศ จึงมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ HIV มากกว่าการร่วมเพศแบบปกติของชายหญิงที่ช่วยป้องกันได้ถึง 90%
- ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเริม โรคตับอักเสบบี โรคหูดหงอนไก่ โรคหนองในแท้และเทียม โรคซิฟิลิส ได้ 50-90%
- ป้องกันเชื้อ human papillomavirus (HPV) เป็นกลุ่มเชื้อไวรัส ที่อาจส่งผลให้เกิดหูดที่ผิวหนัง อวัยวะเพศ คอหอย ทวารหนัก แต่ HPV บางสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 อาจทำให้เกิดมะเร็งได้ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคอ (จากการใช้ปากกับอวัยวะเพศของฝ่ายตรงข้าม) มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก เป็นต้น
เลือกถุงยางอย่างไรให้ปลอดภัย ?
ถุงยางอนามัยที่เราเห็นวางขายกัน มักพบแต่ถุงยางของผู้ชายเพราะง่ายต่อการใช้และเป็นค่านิยมที่ถูกทิ้งไว้ให้แต่ฝ่ายชายที่ต้องหามาใส่ จึงทำให้ในประเทศไทยไม่ค่อยพบถุงยางของผู้หญิงวางจำหน่ายมากนัก ในบทความนี้จึงขอพูดถึงถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายก่อน
ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายมี 3 ชนิด
- ชนิดทำจากน้ำยางธรรมชาติและจากสารสังเคราะห์ ส่วนชนิดที่ทำจากลำไส้สัตว์ ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมแล้ว
- ชนิดที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ (rubber condom or latex condom) ข้อดีคือ ราคาถูก ยืดหยุ่นได้ดีกว่าชนิดที่ทำจากลำไส้สัตว์ การสวมใส่กระชับรัดแนบเนื้อ แต่ข้อด้อยคือ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นประเภทที่ผลิตจากน้ำมันปิโตรเลียม หรือน้ำมันหล่อลื่นผิวหนัง พวก Mineral oil ได้ เพราะจะทำให้โครงสร้างของน้ำยางเสื่อมลง ส่งผลต่อคุณภาพและการป้องกัน แต่ใช้ได้กับสารหล่อลื่นชนิดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก (water-based lubricant)
- ชนิดที่ทำจาก Polyurethane หรือ Polyisoprene (ถุงยางพลาสติก) โดยแก้ไขข้อด้อยของถุงยางจากน้ำยางธรรมชาติ คือ เหนียวกว่า ทนต่อการฉีกขาด เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวแพ้ยางพารา สามารถใช้สารหล่อลื่นที่ผลิตจากน้ำมันปิโตรเลียม หรือน้ำมันหล่อลื่นผิวหนัง พวก Mineral oil ได้ และที่สำคัญคือสามารถทำให้บางได้ถึง 01 มิลลิเมตร ทำให้รู้สึกเสมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย (feels like not wearing anything) แต่ราคาอาจสูงกว่าแบบน้ำยางพารา
ถุงยางอนามัยที่เหมาะสมกับแต่ละคน สามารถสังเกตตัวเองได้เมื่ออวัยวะเพศมีการแข็งตัวเกิดขึ้น โดยทั่วไปจะขยายได้ใหญ่กว่าเดิม 3-5 เท่า ควรเลือกให้พอดี ไม่หลวม หรือคับแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ฉีกขาดง่าย หรือหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งขนาดของถุงยางจะแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อ โดยวัดจากเส้นรอบวงองคชาต ไม่ใช่ความยาว เพราะถุงยางอนามัยเกือบทุกยี่ห้อ จะทำความยาวมาเท่า ๆ กัน คือประมาณ 6-7 นิ้วเท่านั้น ใครที่มีอวัยวะเพศที่ยาวกว่านี้ก็อาจไม่สามารถครอบได้หมด ถุงยางอนามัย จะบอกเส้นรอบวงเป็นมิลลิเมตร ดังนี้
- ถุงยางอนามัย ขนาด 49 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 11-12 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว)
- ถุงยางอนามัยขนาด 52 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 12-13 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว)
- ถุงยางอนามัย ขนาด 54 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 13-14 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว)
- ถุงยางอนามัยขนาด 56 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 14-15 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 6 นิ้วขึ้นไป)
มีเซ็กซ์ปลอดภัยไม่ติดเชื้อ HPV เชื้อก่อมะเร็งปากมดลูก-มะเร็งช่องคลอด
ใส่ให้ถูกต้องป้องกัน ถุงแตก ?
- กลุ่มชายรักชาย ที่ใช้ถุงยางชนิดบางมาก (น้อยกว่า 0.03 มิลลิเมตร) มีโอกาสถุงยางฉีกหรือแตกได้ หากร่วมเพศทางทวารหนักที่รุนแรง
- ขณะใส่ถุงยาง เล็บอาจเผลอไปเกี่ยวจนรั่ว หรือ บางคู่ใช้ปากใส่ถุงยางให้คู่รัก อาจโดนฟันของอีกฝ่าย หรือเหล็กดัดฟันของผู้ที่ใช้ปากใส่ เกี่ยวโดนถุงยางขณะใส่ให้อีกฝ่ายได้
- ตัดซองถุงยางด้วยกรรไกร ทำให้พลาดไปโดนถุงยางโดยไม่รู้ตัว
- ใช้สารหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสม เช่น ถุงยางที่ทำจากยางพารา หากใช้สารหล่อลื่นจำพวกปิโตรเลียม หรือน้ำมันจากพืช จะทำให้ความยืดหยุ่นและโครงสร้างของถุงยางเสื่อมลง 90% ดังนั้นหากใช้ถุงยางที่ทำจากยางพารา ควรใช้สารหล่อลื่นพวกมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก หรือสารหล่อลื่นสูตรซิลิโคนแทน หากรู้สึกว่ามีน้ำหล่อลื่นไม่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นอาจสังเกตที่บรรจุภัณฑ์ของสารหล่อลื่น เลือกที่เขียนบอกไว้ว่า “สามารถใช้ร่วมกับถุงยางอนามัย”
- ลืมบีบกระเปาะของถุงยางก่อนใส่ ทำให้มีอากาศค้างที่กระเปาะ เมื่อมีการร่วมเพศจึงอาจเกิดการแตกได้
- ถุงยางแน่นหรือฟิตไปไม่พอดี
- ถุงยางหมดอายุ หรือถูกเก็บไว้ในที่ร้อน โดนแสงแดดเป็นเวลานาน ควรเก็บถุงยางอนามัยไว้ในที่เย็นและแห้ง
การมีเซ็กซ์ในปัจจุบันอาจไม่ใช่ค่านิยมที่ผิด แต่ก็ไม่ได้เปิดจนถูกนำมาบอกเล่ากันอย่างเปิดอกเต็มที่และมีเมื่อพร้อมเท่านั้น อีกทั้งเจตนาของบทความนี้อยากให้ทุกคนมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัยด้วยการสวมใส่ถุงยางอนามัยไม่ใช่แค่วันวาเลนไทน์นี้แต่หมายถึงทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่คาดไม่ถึง หรือ ปัญหาท้องไม่พร้อมที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปัจจุบัน
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช และ hfocus
รับวาเลนไทน์! สปสช. เดินหน้าแจกยาคุมกำเนิด-ถุงยางอนามัย ฟรี! ผ่านแอปเป๋าตัง
ดีเดย์เดือนแห่งความรัก! สปสช.แจกถุงยางอนามัย 94 ล้านชิ้น ผ่านแอป “เป๋าตัง”
วิธีกิน“ยาคุมฉุกเฉิน”ที่ผู้หญิงต้องรู้ ให้ปลอดภัยลดโอกาสเป็นมะเร็ง