วัณโรคแฝงคืออะไร ? อันตรายหรือไม่ วิธีตรวจเชื้อไม่ให้ป่วยในอนาคต
WHO พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยวัณโรคกว่า 10 ล้านคน และคาดการณ์ว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกมีติดเชื้อ “วัณโรคแฝง” โดยไม่รู้ตัว
วัณโรคแฝง ก็คือการที่เราได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่เชื้อนั้นซ่อนอยู่ภายในร่างกาย เหมือนระเบิดเวลารอแสดงอาการในช่วงเวลาที่ร่างกายจะอ่อนแอ ซึ่งธรรมชาติของวัณโรคจะมีระยะเวลาในการฝักตัวค่อนข้างนาน อาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือในบางรายก็เป็นปีจึงจะแสดงอาการ ซึ่งการได้รับเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการนี่แหล่ะ คือการเป็นวัณโรคระยะแฝง (Latent TB)
วัณโรคแฝง แม้จะไม่แสดงอาการ แต่ก็ร้ายไม่ใช่เล่น!
วัณโรคแฝงจะไม่แสดงอาการ และยังไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้
แต่ก็มีการศึกษาทางด้านงานระบาดวิทยาในอเมริกาหลายชิ้นที่พบว่าผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงขณะที่มีภูมิคุ้มกันปกติ 5-10%
จะกลายเป็นผู้ป่วยวัณโรคภายใน 2-5 ปีหลังจากการติดเชื้อวัณโรคครั้งแรก ไม่นับรวมในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะยิ่งมีโอกาสพัฒนาจากวัณโรคแฝงไปเป็นวัณโรคสูงขึ้น 21 เท่าเลยทีเดียว
การตรวจเชื้อวัณโรคแฝง 2 วิธี
- การทดสอบทางผิวหนังด้วยทุเบอร์คุลิน (Tuberculin skin test) ซึ่งจะเป็นการฉีดโปรตีนสกัดจากเชื้อวัณโรค ที่เรียกว่า PPD (Purified protein derivative) ปริมาณ 0.1 มิลลิลิตร เข้าในชั้นผิวหนังบริเวณท้องแขน หลังจากนั้น 48 ถึง 72 ชั่วโมง ก็จะทำการวัดขนาดรอยนูนบริเวณที่ฉีดยาเข้าชั้นผิวหนัง
- การทดสอบ Interferon-gamma release assays (IGRAs) ซึ่งเป็นการตรวจเลือด โดยการหาค่า Interferon-gamma (IFN-γ) ซึ่งจะแสดงขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อวัณโรคขึ้นในร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดการเกิด “ผลบวกลวง” ได้มากกว่า ซึ่งการตรวจเลือด IGRAs นั้น เป็นหนึ่งในการตรวจที่มีในแพ็กเกจตรวจสุขภาพมาตรฐาน
แบบไหนเสี่ยงวัณโรคแฝง
- สัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ป่วยวัณโรค
- เดินทางไปในที่ชุมชนแออัด หรือมีคนจำนวนมาก
- เป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว ที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
วัณโรคแฝง รักษาได้หรือไม่?
- ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันในระดับปกติ : แพทย์จะพิจารณาในการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
- ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีประวัติเคยเป็นวัณโรค : แพทย์จะพิจาณราใช้ยายับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อวัณโรค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของคนไข้ในการทานยาสม่ำเสมอและต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
ดูแลลดความเสี่ยงวัณโรคแฝง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นวัณโรค
- สวมใส่หน้ากากอนามัย เมื่อเดินทางไปในที่มีผู้คนจำนวนมาก
- ล้างมือสม่ำเสมอหลังหยิบจับสิ่งของร่วมกับผู้อื่น
- ออกกำลังกายเพื่อเสริมความภูมิคุ้มกัน
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูการทำงานของปอด และคัดกรองความเสี่ยงวัณโรคแฝง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 3