“ซิฟิลิส” โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อันตราย ระยะเสี่ยงเสียชีวิตสูง
เพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย เสี่ยงโรคติดต่ออันตราย อย่าง ซิฟิลิส เผยอาการติดเชื้อทั้งหญิงและชาย ระยะไหนอันตรายเสี่ยงเสียชีวิต แต่หากรู้ทันรักษาหายขาดได้
โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ ทรีโพนีมา พาลลิดัม (Treponema pallidum) ผู้ที่ติดเชื้อโรคซิฟิลิสระยะแรกนั้นสามารถพบแผลซิฟิลิส หรือแผลริมแข็ง ลักษณะเป็นตุ่มนูน แตกออกเป็นแผลกว้างบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก โดยที่อาการโรคซิฟิลิสในระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บบริเวณแผลแต่อย่างใด ซึ่งโรคซิฟิลิสมักจะตรวจพบได้ยาก เพราะเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ตัวเชื้อซิฟิลิสอาจแสดงอาการออกมาไม่ชัด เช่น เป็นแผลริมแข็งในบริเวณที่สังเกตยาก
ในบางรายอาจไม่แสดงอาการจนกว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี หรือจนกว่าผู้ที่ติดเชื้อจะได้รับการตรวจเลือด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาซิฟิลิสตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคซิฟิลิสก็มีโอกาสเสียชีวิตสูง เนื่องจากการกระจายตัวของเชื้อเข้าไปทำลายระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ดังนั้น ผู้ที่รู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคซิฟิลิสหรือเข้าข่ายมีอาการซิฟิลิสก็ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยทันที
สาเหตุโรคซิฟิลิส
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
- การทำออรัลเซ็กส์ (Oral sex)
- การจูบกับผู้ติดเชื้อ
- การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ หรือระหว่างการคลอดบุตร
ซึ่งผู้ที่เสี่ยงกับการติดเชื้อซิฟิลิสมากที่สุดคือ กลุ่มคนที่ไม่ป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์ และกลุ่มคนรักร่วมเพศ
อาการของซิฟิลิสในแต่ละระยะ
โรคซิฟิลิสจะมีระยะเวลาฟักตัวประมาณ 2-4 สัปดาห์ หรือในผู้ติดเชื้อบางรายก็ไม่แสดงอาการนานถึงปี อาจจะรู้ตัวว่าเป็นโรคซิฟิลิสก็ต่อเมื่ออยู่ในระยะที่ 2 แล้ว สำหรับอาการของโรคซิฟิลิสนั้น ทางการแพทย์ได้แบ่งระยะของโรคซิฟิลิสออกเป็นทั้งหมด 4 ระยะ ซึ่งในแต่ระยะก็อาจจะมีอาการของโรคที่คาบเกี่ยวกันไปตามแต่ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 (Primary syphilis)
อาการของซิฟิลิสระยะแรกจะเป็นอาการของซิฟิลิสระยะฟักตัวเกิดขึ้นเมื่อผู้ติดเชื้อได้รับเชื้อมาประมาณ 2-4 สัปดาห์แล้ว จะปรากฏตุ่มเล็กขนาด 2-4 มิลลิเมตร มีลักษณะขอบนูนแข็ง หรือที่เรียกว่า ‘แผลริมแข็ง’ บริเวณอวัยวะเพศ, ริมฝีปาก, ลิ้น, ท่อปัสสาวะ, เยื่อบุตา หรือเยื่อบุช่องคลอด อาจจะมีแผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้ ซึ่งผู้ติดเชื้อที่มีอาการดังกล่าวจะไม่รู้สึกเจ็บที่แผล และแผลริมแข็งจะสามารถหายไปได้เองภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์ แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะไม่ได้รับการรักษา
ระยะที่ 2 (Secondary syphilis)
สำหรับอาการของซิฟิลิสระยะที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า ‘ระยะออกดอก’ โดยระยะนี้จะปรากฏอาการภายใน 3 -12 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับเชื้อ และจะปรากฏอาการของโรคหลายอย่าง เนื่องจากเป็นระยะที่เชื้อซิฟิลิสแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือดภายในร่างกาย เช่น ผื่นขึ้นตามร่างกาย หรือซิฟิลิสฝ่ามือ แต่จะไม่มีอาการคัน และอาจจะพบเนื้อตายจากผื่นเป็นหย่อม ๆ ได้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นร่วม เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต, มีไข้, เจ็บคอ, ปวดเมื่อยตามร่างกาย, มีเชื้อราในปาก ผมร่วง และหากตรวจเลือด ผลเลือดมักจะออกมาเป็นบวก โดยอาการดังกล่าวจะเป็น ๆ หาย ๆ คล้ายกับการติดเชื้อระยะแรก
ระยะที่ 3 (Latent syphilis)
อาการซิฟิลิสระยะที่ 3 ทางการแพทย์เรียกว่า ‘ระยะแฝง’ ผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาจาก 2 ระยะที่ผ่านมาจะเข้าสู่สภาวะอาการสงบ ซึ่งจะไม่ปรากฏอาการของโรคซิฟิลิส โดยเชื้อซิฟิลิสจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานนับหลายปีก่อนที่จะพัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 4 หรือซิฟิลิสระยะสุดท้าย
ผู้ที่ติดเชื้อในระยะนี้สามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยการผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือมารดาที่ตั้งครรภ์ในระยะนี้ก็สามารถแพร่เชื้อซิฟิลิสไปยังทารกในครรภ์ได้ผ่านทางรก และทำให้ติดเชื้อระหว่างการคลอด สำหรับทารกที่ติดเชื้อซิฟิลิสจะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินผิดปกติ มีโครงสร้างฟันหรือจมูกผิดปกติ มีลักษณะเฉพาะตัว เรียกว่า ‘จมูกแบบซิฟิลิส’
ระยะที่ 4 (Tertiary syphilis)
สำหรับผู้ติดเชื้อซิฟิลิสที่ไม่ได้รับการรักษาจนผ่านเข้าสู่ระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้ายของโรคซิฟิลิส จะพบรอยโรคเป็นแผล มีตุ่มซิฟิลิสขึ้นนูนตามตัว ในระยะนี้เชื้อโรคได้แพร่กระจายเข้าสู่ระบบต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด ทำลายอวัยวะในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบประสาทและสมอง, ระบบหัวใจและหลอดเลือด, ตับ, ดวงตา, กระดูกและข้อต่อ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนภายในร่างกาย เช่น เป็นอัมพาต, ตาบอด, หูหนวก, ภาวะสมองเสื่อม, ลิ้นหัวใจรั่ว จนถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด
วิธีสังเกตซิฟิลิสในผู้ชายและผู้หญิง
ซิฟิลิสที่พบในผู้หญิง ลักษณะเด่นของโรคซิฟิลิสที่พบทั้งในผู้หญิงและผู้ชายก็คือ อาการของแผลริมแข็งซิฟิลิส ถ้าสัมผัสกับแผลจะไม่รู้สึกเจ็บ
- ซิฟิลิสอาการผู้หญิงจะมีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศหญิง มีฝ้าขาวขึ้นที่ลิ้น เป็นแผลที่ริมฝีปาก มีตกขาวและอาจมีเชื้อราในช่องคลอด ซึ่งการที่เกิดเชื้อราอาจจะทำให้มีอาการคันช่องคลอดได้
- มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย และผมร่วงเป็นหย่อม ๆ
- เป็นแผลในเยื่อบุช่องคลอด และปากมดลูก
ซิฟิลิสที่พบในผู้ชาย จะปรากฏลักษณะของตุ่มนูนที่เรียกว่า ‘แผลริมแข็ง’ เช่นเดียวกับซิฟิลิสที่พบในผู้หญิง โดยแผลริมแข็งนี้จะมีลักษณะคล้ายเริม และสำหรับผู้ชายที่มีอาการหนองในก็ควรจะไปตรวจเช็กให้ละเอียด เผื่อมีการติดเชื้อซิฟิลิสร่วมด้วย
- รอยโรคของซิฟิลิสที่พบในผู้ชายมักจะปรากฏที่ส่วนหัวองคชาต, ลำองคชาต, ใต้หนังหุ้มปลายองคชาต, บริเวณรอบถุงอัณฑะ, ขาหนีบ, ภายในท่อปัสสาวะ และบริเวณทวารหนัก สำหรับกลุ่มรักร่วมเพศ
- ผื่นซิฟิลิสขึ้นตามมือ และตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณฝ่าเท้า และบริเวณหลัง
ผลกระทบจากซิฟิลิส และโรคแทรกซ้อน ที่อันตรายถึงชีวิต
สำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาซิฟิลิสที่เหมาะสม ปล่อยทิ้งไว้จนถึงระยะสุดท้ายนั้น อาจส่งผลถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากการแพร่กระจายของเชื้อซิฟิลิสไปทำลายระบบต่าง ๆ ที่สำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาท และระบบหัวใจ ส่งผลให้ระบบภายในล้มเหลวได้ ซึ่งอาการที่มักจะพบจากผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสจะมีลักษณะอาการ ดังนี้
- ประสาทสัมผัสการรับรู้ด้านการมองเห็น การได้ยินผิดปกติ อาจนำไปสู่การตาบอด หรือหูหนวก
- โรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับระบบหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคเส้นเลือดแดงโป่งพอง และโรคหัวใจวาย
- โรคกระดูกเสื่อมและข้อต่อผุบาง
- โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ทำให้เกิดสภาวะสมองเสื่อม เป็นอัมพาต
- เกิดตุ่ม หรือเนื้องอกกัมม่า (Gummas) ในระยะสุดท้ายของการติดเชื้อซิฟิลิส (Late stage of infection) มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่บนผิวหนัง หรือเกิดในอวัยวะภายใน เช่น กระดูก ตับ ซึ่งจะรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ
เนื่องจากการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ผ่านจากแผลซิฟิลิส หรือรอยโรคที่ปรากฏบนร่างกายของผู้ติดเชื้อเป็นตัวกลางในการแพร่กระจายเชื้อ รวมไปถึงผู้ที่ตั้งครรภ์ในระหว่างที่ติดเชื้อซิฟิลิสก็จะส่งผลกระทบไปยังทารกในครรภ์ อาจจะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือติดเชื้อตั้งแต่กำเนิด โดยทารกที่เกิดมามักจะมีภาวะแทรกซ้อนตามที่กล่าวไปข้างต้น
นอกจากนี้ หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดของสังคมคือ ‘ซิฟิลิสคือเอดส์' แต่ในทางการแพทย์นั้น ทั้ง 2 โรคนี้มีความแตกต่างกัน โดยผู้ที่เป็นซิฟิลิสจะมีโอกาสหายขาดได้หากรักษาภายในระยะแรก หรือระยะที่ 2 และผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสนั้นมีโอกาสในการติดเชื้อHIV มากกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อซิฟิลิส
การตรวจวินิจฉัยซิฟิลิส
- การส่องกล้อง Dark-field (Dark-field microscopic test: DF) เพื่อตรวจหาเชื้อซิฟิลิสสำหรับผู้ติดเชื้อซิฟิลิสที่มีรอยโรคปรากฏ โดยการเก็บตัวอย่างเชื้อบนผิวหนังหรือน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อ
- การตรวจเลือด (Blood test) เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันต่อโรคซิฟิลิสโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่มีความแม่นยำสูง รู้ผลไว และสามารถตรวจเช็กได้ตั้งแต่เป็นซิฟิลิสระยะแรก โดยวิธีการตรวจเลือดจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ ตรวจเพื่อหาภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะเจาะจงและแบบไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส
- การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar puncture) สำหรับผู้ที่มีอาการของซิฟิลิสระยะที่ 3 แพทย์จะใช้วิธีการตรวจน้ำไขสันหลังของผู้ติดเชื้อ เพื่อใช้ในการยืนยันโรค
วิธีการรักษาซิฟิลิส ให้หายขาดและปลอดภัย
ในปัจจุบันโรคซิฟิลิสมีวิธีรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) ขนาดสูงเพื่อฆ่าเชื้อและยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อซิฟิลิส โดยแพทย์จะฉีดให้ผู้ติดเชื้อโดยดูจากระยะเวลาในการติดเชื้อว่าติดมาเป็นเวลานานเท่าใด
- ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสระยะแรก แพทย์จะฉีดยาเพนิซิลลินเข้ากล้ามเนื้อเพียง 1 ครั้ง แม้จะไม่ได้แสดงอาการป่วย
- ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสระยะที่ 2 และระยะที่ 3 แพทย์จะฉีดเพนิซิลลินเข้ากล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ และหลังจากผู้ติดเชื้อซิฟิลิสฉีดยาครบ 3 เข็มแล้ว แพทย์จะนัดตรวจเลือดหลังรับการรักษา 3 เดือนและ 6 เดือน และนัดตรวจเลือดเป็นประจำทุกปี เพื่อติดตามอาการของซิฟิลิสและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
- สำหรับผู้ป่วยที่แพ้ยาเพนิซิลลิน แพทย์อาจจะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะตัวอื่นทดแทน
ทั้งนี้การใช้ยารักษาซิฟิลิสอาจจะมีผลข้างเคียง เช่น วิงเวียนศีรษะ เป็นไข้ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ผู้ติดเชื้อควรระมัดระวังและป้องกันให้ดี และควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าผลเลือดจะเป็นลบ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อซิฟิลิสไปยังผู้อื่น
วิธีการป้องกันซิฟิลิส
ในทางการแพทย์นั้น โรคซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนการฉีดวัคซีน HPV แต่เราสามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อซิฟิลิสได้ โดยยึดหลักการมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย
- สวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการทำออรัลเซ็กส์ในบริเวณที่เป็นแผล
- ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- ไม่ใช้สารเสพติดหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีโอกาสที่จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน
- งดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิส
- ตรวจสุขภาพประจำปี และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- สำหรับบุคคลที่ตั้งครรภ์ควรเข้าโปรแกรมฝากครรภ์ เพื่อตรวจเช็กโรคซิฟิลิส
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์