สัญญาณ ไตวายเฉียบพลัน VS ไตวายเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร?
ไตวายมีทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง สัญญาณต่างกันแต่เสี่ยงรุนแรง ทำให้หัวใจ สมอง และระบบต่างๆ ล้มเหลว อาจเสียชีวิตหากรักษาไม่ทัน
จากกรณี แดนนี่ ศรีภิญโญ นักแสดงและพิธีกรลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เจ้าของบทบาท “ตุ่ม” ในซิทคอมชื่อดัง ระเบิดเถิดเทิง เสียชีวิตแล้ว จากภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งทางการแพทย์แล้วจัดเป็นภาวะอันตรายที่มีสัญญาณเตือนและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน!
ไตวายเฉียบพลัน และ ไตวายเรื้อรังต่างกันอย่างไร?
ไตวาย หรือ ไตล้มเหลว เป็นภาวะที่ไตทั้งสองข้าง สูญเสียการทำงาน ทำให้ไม่สามารถขับของเสียในร่างกายออกทางปัสสาวะได้ ทั้งยังไม่สามารถควบคุมความสมดุล ของน้ำและเกลือแร่ต่าง ๆ
ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามสาเหตุและระยะเวลาที่เกิด และไม่ว่าจะเป็นภาวะไตวายชนิดใด การเกิดอาการแทรกซ้อนล้วนมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้!
ไตวายเฉียบพลัน
การที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเป็นชั่วโมงหรือ 1-2 วัน หากได้รับการล้างไตและรักษาอย่างทันท่วงที ไตจะสามารถกลับมาฟื้นเป็นปกติได้ แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดไตวายซ้ำได้ และไตจะค่อยๆ เสื่อมลงจนกลายเป็นไตวายเรื้อรัง
อาการไตวายเฉียบพลัน
- มีอาการบวมน้ำหรือขาดน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง
- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปัสสาวะน้อยกว่าปกติหรือมีสีผิดปกติ
- เหนื่อยง่าย รู้สึกหวิวๆ หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- กล้ามเนื้อเป็นตะคริวตอนกลางคืน
- น้ำท่วมปอด
- มีภาวะซีด เลือดจาง
อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้เกิดภายในชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์ ถ้ารักษาทันเวลาไตจะฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้
ภาวะแทรกซ้อน “ไตวายเฉียบพลัน”
- ภาวะแทรกซ้อนไม่รุนแรง เช่น ภาวะฟอตเฟสในเลือดสูง, ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ, ภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูง หรือภาวะซีดเนื่องจากขาดฮอร์โมนอีริโทรพอยเอทิน ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำได้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในกระแสเลือด ซึ่งส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและอาจเกิดภาวะหัวใจวายตามมาได้, ภาวะเลือดเป็นกรดที่ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้เช่นกัน ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ทำให้เกิดอาการชัก หมดสติ, ภาวะติดเชื้อง่ายและรุนแรงเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันต่ำ หรือไตถูกทำลายถาวรจากการรักษาล่าช้าและอาจกลายเป็นไตวายเรื้อรังในที่สุด
ไตวายเรื้อรัง
เป็นภาวะที่ไตถูกทำลายต่อเนื่องมาแล้วหลายเดือนหรือหลายปี ส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติ ซึ่งสาเหตุของการเกิดไตวายเรื้อรังที่พบได้บ่อย คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ โดยมักพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
อาการไตวายเรื้อรัง
- เพลีย เหนื่อยหอบ
- ปัสสาวะน้อยมาก
- อาการบวม กดบุ๋มลง
- คันตามตัว
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- หมดสติ เสียชีวิต
ทั้งนี้ ไตเริ่มสูญเสียการทำงานทีละน้อยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลักเดือนหรือปี ไม่สามารถรักษาให้ไตกลับมาเป็นปกติได้
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วย “ไตวายเรื้อรัง”
นอกจากอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกันกับไตวายเฉียบพลันแล้ว ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ ปอดอักเสบ, เยื่อหุ้มปอดอักเสบ, ปลายประสาทอักเสบ, ภาวะต่อพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป, ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้ , ภาวะกระดูกพรุน ภาวะกระดูกอ่อน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้ง่าย รวมไปถึงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ป่วยเพศชาย
ใครควรตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ
- ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเก๊าต์ ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- ผู้ที่สูบบุหรี่ประจำ หรือมีประวัติสูบบุหรี่มานาน
- ผู้ได้รับยาสมุนไพร หรือสารพิษที่มีผลทำลายไตเป็นประจำ
- คนในครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ที่มีอาการ ได้แก่ ใบหน้า ตัว หรือเท้าบวม ปวดหลัง ปวดเอว ปัสสาวะบ่อย แสบขัด มีเลือดปน หรือมีฟองผิดปกติ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ตรวจพบความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และอายุเกิน 40 ปี
- ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
การตรวจคัดกรองการเกิดโรคไตเป็นการป้องกันก่อนการเกิดโรคที่ดีที่สุด หากพบความเสี่ยงของการเกิดโรคตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค จะได้รีบป้องกันอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงลง หรือยืดระยะเวลาการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาล และโรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี