เทคฮอร์โมนข้ามเพศต้องรู้อะไรบ้าง? เปิด 3 วิธีใช้ - คุณสมบัติที่ควรใช้ยา
การเทคฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศมี 3 วิธี ได้แก่ กิน ฉีด และทา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์ พร้อมติดตามผลข้างเคียงและตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ
เมื่อพูดถึง “การเทคฮอร์โมน” ในกลุ่มคนข้ามเพศ หรือ ทรานเจนเดอร์ (Transgender) หลายคนอาจรู้ดีว่า…นี่คือการนำฮอร์โมนเพศที่ต้องการเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือข้ามเพศไปยังเพศที่ต้องการ คือข้ามจากชายเป็นหญิง เรียกว่า ทรานสวูแมน (Transwomen) หรือจากหญิงเป็นชาย เรียกว่า ทรานสแมน (Transman) ซึ่งจริงๆ แล้ว การเทคฮอร์โมนยังมีรายละเอียดต่างๆ อีกมากมาย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังวางแผนจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง นี่คือหัวใจสำคัญเกี่ยวกับการเทคฮอร์โมนที่คุณควรรู้!!
Magnific/freepik
เทคฮอร์โมนข้ามเพศ
การเทคฮอร์โมน มีทั้งหมด 3 วิธี
รับประทาน ต้องต่อเนื่องทุกวัน
ข้อดี คือ สะดวก ไม่เจ็บตัว สามารถเทคได้เอง ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ (แต่ถึงแม้จะเลือกวิธีกิน ก็แนะนำให้มาโรงพยาบาลให้หมอจัดยาให้นะครับเพราะถ้าซื้อกินเองอาจจะได้ขนาดยาไม่ถูกต้อง และเกิดความไม่ปลอดภัยได้โดยเฉพาะผลเสียทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน)
นอกจากนี้ต้องมีวินัย เพราะถ้าลืมระดับฮอร์โมนจะตกลง ที่สำคัญ! วิธีนี้มีอาจผลต่อตับและเห็นผลช้ากว่าวิธีอื่น สำหรับทรานสวูแมน (ผู้ที่ข้ามจากชายเป็นหญิง) ที่ต้องการใช้วิธีรับประทาน ควรใช้ปริมาณที่เหมาะสมโดยให้แพทย์เป็นผู้ดูแล เพราะการรับประทานยาคุมกำเนิด พบว่ามีปริมาณฮอร์โมนสูงมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 6 เท่าอาจเกิดผลเสียระยะยาว เช่น ผลต่อตับหรือลิ่มเลือดอุดตันได้ เพราะการใช้ฮอร์โมนต้องใช้ระยะยาว
ฉีดออกฤทธิ์เร็วกว่าแบบกิน
- แบบระยะสั้น แนะนำให้ฉีดทุก 2-4 สัปดาห์ (ทรานสแมน) เพราะการออกฤทธิ์จะค่อยๆ สูงขึ้นในสัปดาห์แรกแล้วลดลงเมื่อครบ 2 สัปดาห์ เมื่อมารับเข็มต่อไป ระดับฮอร์โมนก็จะสูงขึ้นไปใหม่ แต่ถ้าภายใน 2 สัปดาห์ยังไม่ได้เทคต่อ ในสัปดาห์ที่ 3-4 ระดับฮอร์โมนก็จะลดลงมา ต้องได้รับยาเข็มต่อไปโดยเร็ว ข้อดี คือ สามารถปรับระดับฮอร์โมนสูง-ต่ำได้ เพราะออกฤทธิ์อยู่ในช่วงสั้นๆ แต่ต้องฉีดบ่อยๆ สำหรับทรานวูแมน ก็สามารถฉีดเอสโตรเจน และ/หรือ ร่วมกับโปรเจสเตอโรนได้โดยส่วนใหญ่จะแนะนำฉีดทุก 1 สัปดาห์
- แบบระยะยาวสำหรับทรานสแมน ตัวฮอร์โมนจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์สูงขึ้นแล้ว ลดลงอย่างช้าๆ โดยออกฤทธิ์ได้นานถึง 3 เดือน แต่ถ้ามารับเข็มต่อไปช้า ระดับฮอร์โมนก็จะตกลงมาเล็กน้อย แนะนำให้ฉีดทุก 3 เดือน ข้อดี คือ ไม่ต้องมาฉีดบ่อย ระดับฮอร์โมนไม่เหวี่ยง ค่อนข้างคงที่ แต่ไม่สามารถปรับระดับฮอร์โมนได้ดีเท่าแบบระยะสั้น สำหรับทรานสวูแมน ยังไม่มีฮอร์โมนแบบฉีดที่ออกฤทธิ์ระยะยา;
ทาเจลทาตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทุกวัน
และต้องทาบริเวณที่ไม่ได้ไปสัมผัส บริเวณที่ไม่มีขนปกคลุมมาก ๆ เช่น หน้าท้อง หัวไหล่ ด้านในต้นขา เป็นต้น เพื่อให้ตัวฮอร์โมนดูดซึมได้ดี ข้อดี คือ สะดวก ไม่เจ็บตัว สามารถทาได้เอง ออกฤทธิ์ระยะสั้นเพียง 24 ชั่วโมง แต่ข้อเสีย คือ ราคาสูง ต้องทาทุกวัน และต้องรอให้แห้งก่อนถึงสวมใส่เสื้อผ้าได้ มีทั้งชนิดเป็นฮอร์โมนเพศชายสำหรับทรานสแมน และเป็นชนิดฮอร์โมนเพศหญิงสำหรับทรานสวูแมน
อยากเทคฮอร์โมนให้เห็นผล…ต้องเทคนานแค่ไหน? การเทคฮอร์โมน ไม่ใช่เทคเพียง 1-2 ครั้ง แล้วจะเห็นผล แต่การเทคฮอร์โมนจะต้องเทคอย่างสม่ำเสมอ หลัง 3-6 เดือนขึ้นไปถึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น เสียง โครงหน้า เป็นต้น
ข้อควรระวังในการเทคฮอร์โมน
- ปัญหาทางสุขภาพต่างๆ เช่น ป่วยบ่อย มวลกระดูกบางลง ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง
- อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ หรือเป็นโรคซึมเศร้าได้
- ต้องคอยรักษาระดับฮอร์โมนให้คงที่ ถ้าน้อยเกินไป…ก็จะไม่เห็นผลตามต้องการ
คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการเทคฮอร์โมน
การเทคฮอร์โมนนั้นจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนอาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะสมกับการเทคฮอร์โมนแตกต่างกันไป ผู้ที่สามารถรับฮอร์โมนเพิ่มเติมได้โดยทั่วไปควรมีคุณสมบัติดังนี้
- ผู้ที่อายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์เป็นต้นไป หากเป็นผู้ที่อายุ 18-20 ปี ต้องมีเอกสารเซ็นยินยอมในการเทคฮอร์โมนโดยผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษรตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมเรื่องเกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ.2552
- จะต้องผ่านการประเมินจากจิตแพทย์จำนวน 2 ท่านเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า เป็นผู้ที่มีภาวะ Gender dysphoria (GD) หรือภาวะไม่พึงพอใจกับสรีระเดิมของตนเอง แต่จะต้องไม่ใช่ผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช
- ผ่านการตรวจสุขภาพกายมาแล้วว่าจะไม่มีปัญหาทางสุขภาพเพิ่มในภายหลัง เช่น การตรวจวัดระดับฮอร์โมนในเลือด การตรวจมะเร็ง ไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด และการตรวจอื่น ๆ อีกมากมาย
- ไม่มีประวัติแพ้ยา
- กรณีเป็นชายข้ามเพศจะต้องไม่ตั้งครรภ์
ผลข้างเคียงจากการเทคฮอร์โมน
- มวลกระดูกลดลง อาจนำไปสู่ปัญหากระดูกพรุน กระดูกเปราะ
- เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง
- เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- เลือดอาจข้นหนืดขึ้น
- เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น
- อารมณ์ไม่คงที่ และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
ข้อควรระวังเมื่อเทคฮอร์โมน
ก่อนจะตัดสินใจปรับสรีระให้ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องคำนึงถึงข้อควรระวังอะไรบ้าง?
- สุขภาพกาย เพราะการที่เทคฮอร์โมนเพศตรงข้ามเข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
- สุขภาพจิตใจ เพราะฮอร์โมนส่งผลต่ออารมณ์ การที่ร่างกายมีระดับฮอร์โมนไม่คงที่ทำให้อารมณ์แปรปรวนง่ายขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
- หากตัดสินใจเทคฮอร์โมนแล้ว จะต้องมีวินัยในการรับยา หากได้รับยาไม่สม่ำเสมออาจทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้
ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายให้ตรงกับเพศทางจิตใจแล้ว แต่อาจต้องรับผลอื่นจากฮอร์โมนเพศนั้น ๆ มาด้วย เช่น ปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน สิวอักเสบ หรือสิวอุดตันมากขึ้นในเพศชาย
จำเป็นต้องเทคฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือไม่?
หากต้องการให้โครงสร้างร่างกายตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศหรือเพศทางจิตใจจะต้องเทคฮอร์โมนเพศตรงข้ามไปตลอดชีวิต เพราะร่างกายของเราไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเพศตรงข้ามได้มากพอจนแสดงลักษณะของเพศตรงข้ามได้ชัดเจน ถึงแม้ว่าจะได้รับยากดฮอร์โมนเพศเดิมแล้วก็ตาม
เทคฮอร์โมนด้วยตนเองได้ไหม?
ไม่สามารถปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายด้วยตนเองได้ จำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินและวางแผนการรักษาเท่านั้น เนื่องจากฮอร์โมนไม่ได้ส่งผลต่อสรีระทางร่างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกายอีกด้วย
ผ่าตัดหน้าอกจำเป็นต้องหยุดเทคฮอร์โมนไหม?
ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหน้าอก หรือจะเป็นการผ่าตัดรูปแบบไหนก็ตาม ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจะต้องปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพราะส่วนใหญ่แล้วยาฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด แพทย์จึงมักจะพิจารณาให้หยุดเทคฮอร์โมนก่อนผ่าตัดประมาณ 4-6 สัปดาห์
เทคฮอร์โมนแล้วสามารถมีลูกได้ไหม?
การเทคฮอร์โมนสามารถทำให้เกิดภาวะเป็นหมันได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่ทราบระยะเวลาที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหมัน
ยาคุมกำเนิดช่วยในการข้ามเพศหรือไม่?
ยาคุมกำเนิดสามารถช่วยในการข้ามเพศได้น้อยมาก เนื่องจากปริมาณฮอร์โมนของยาคุมกำเนิดค่อนข้างต่ำ และใช้เพื่อคุมกำเนิดหรือลดอาการปวดประจำเดือนของเพศหญิงเท่านั้น แต่สำหรับหญิงข้ามเพศจำเป็นต้องใช้ปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงมาก
ผู้ที่กำลังเทคฮอร์โมนสามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่?
ผู้ที่เทคฮอร์โมนไม่สามารถบริจาคเลือดได้ เนื่องจากผู้ที่เทคฮอร์โมนจะมีปริมาณฮอร์โมนในเลือดสูงและอาจพบปริมาณสเตียรอยด์ในเลือดซึ่งเกิดจากตัวยาเทคฮอร์โมน ทำให้เลือดที่บริจาคมาไม่สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของสภากาชาดไทย
การเทคฮอร์โมนเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้สรีระร่างกายของเราตรงกับอัตลักษณ์เพศมากขึ้น แต่การเทคฮอร์โมนนั้นจำเป็นต้องผ่านการประเมินจากแพทย์และจิตแพทย์ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการเทคฮอร์โมนจำเป็นต้องทราบผลข้างเคียง และข้อควรระวังก่อน ที่สำคัญจะต้องเทคฮอร์โมนโดยอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ และ BeDee