เลเซอร์หน้าใส มีกี่แบบ? อยากรักษาฝ้า กระ รอยสิว ต้องทำเลเซอร์อะไร?
เลเซอร์หน้าใสมีหลายเทคโนโลยี ทั้ง Pico, EVO Q-Plus, RedTouch และ IPL แต่ละแบบเหมาะกับปัญหาผิวต่างกัน รู้จักจุดเด่นและข้อควรระวังก่อนเลือกทำ
ยืนหน้ากระจกแล้วเห็นฝ้า กระ รอยสิว ผิวหน้าไม่เรียบเนียน จนคิดว่าถึงเวลาต้องพึ่ง “เลเซอร์หน้าใส“ สักหน่อย แต่พอจะเลือกทำจริงๆ ดันเจอชื่อเครื่องสารพัด ทั้ง Pico, EVO Q-Plus, RedTouch, IPL เลือกไม่ถูกเลยว่าหน้าเราเหมาะกับเครื่องไหนแน่ความจริงคือเลเซอร์หน้าใสไม่ได้มีแค่แบบเดียว และไม่มีเครื่องไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละเทคโนโลยีถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ปัญหาผิวที่ต่างกัน
เลเซอร์หน้าใส คือการใช้พลังงานแสงหรือคลื่นความยาวคลื่นเฉพาะ ยิงเข้าไปในชั้นผิวเพื่อจัดการกับปัญหาต่างๆ เช่น เม็ดสีที่มากเกินไป (ฝ้า กระ จุดด่างดำ) เส้นเลือดฝอย รอยแดง หรือกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ ต่างจากการบำรุงผิวด้วยครีมทั่วไปตรงที่เลเซอร์เข้าถึงชั้นผิวได้ลึกกว่า และเห็นผลชัดเจนกว่าในระยะเวลาที่สั้นกว่า
เหตุผลที่คนหันมาทำเลเซอร์หน้าใสกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว แต่หลายคนมีปัญหาผิวที่รักษาด้วยการทาครีมอย่างเดียวไม่หาย เช่น ฝ้าที่ฝังลึก หรือรอยสิวที่อยู่มานาน การเลือกเลเซอร์ที่ตรงกับปัญหาจึงเป็นทางลัดที่ช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลาได้จริง
เลเซอร์หน้าใส มีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันยังไง?
ในตลาดเลเซอร์หน้าใสตอนนี้มีเทคโนโลยีหลากหลายมาก แต่ที่คนไข้ถามถึงบ่อยและใช้กันแพร่หลายในคลินิกและโรงพยาบาล มีอยู่ 4 กลุ่มหลัก ๆ ที่ควรรู้จักไว้
Pico Laser เลเซอร์ความเร็วสูงระดับพิโควินาที
Pico Laser เป็นเลเซอร์ที่ยิงพลังงานด้วยความเร็วระดับพิโควินาที (หนึ่งในล้านล้านวินาที) ซึ่งเร็วกว่าเลเซอร์กลุ่ม Q-Switch แบบเดิมมาก จุดเด่นของความเร็วขนาดนี้คือมันสลายเม็ดสีให้แตกเป็นอนุภาคที่ละเอียดกว่า ร่างกายกำจัดออกได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือเกิดความร้อนสะสมในผิวน้อยกว่า ทำให้ลดโอกาสเกิดรอยดำหลังทำ (PIH) ได้ดีกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อน
Pico Laser เหมาะกับใครบ้าง
- ฝ้า กระ จุดด่างดำที่ต้องการผลลัพธ์ที่นุ่มนวล ระคายเคืองน้อย
- รอยสิว รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน
- คนที่อยากกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อผิวกระจ่างใสโดยรวม แบบดาวน์ไทม์ต่ำ
EVO Q-Plus เลเซอร์ Q-Switch เจาะลึกเม็ดสีฝังแน่น
EVO Q-Plus อยู่ในตระกูล Q-Switch Laser ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับจัดการปัญหาเม็ดสีที่ฝังลึกในผิว ทำงานด้วยการยิงพลังงานเข้าไปสลายเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นฝ้าที่สะสมมานาน กระลึก หรือจุดด่างดำที่ดื้อต่อการทาครีม เทคโนโลยีกลุ่มนี้มักถูกใช้เป็นตัวหลักในการรักษาปัญหาเม็ดสีของคนเอเชียมาอย่างยาวนาน เพราะมีความยาวคลื่นที่จำเพาะเจาะจงกับเมลานินสูง
EVO Q-Plus เหมาะกับใครบ้าง
- คนที่มีฝ้า กระ หรือจุดด่างดำที่ชัดเจนและฝังลึก
- ผิวที่มีเม็ดสีผิดปกติเฉพาะจุด ต้องการรักษาแบบตรงเป้า
- คนที่เคยลองผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาแล้วแต่ปัญหาไม่ดีขึ้น
RedTouch เลเซอร์เฉพาะทางสำหรับผิวแดง สิวอักเสบ
RedTouch เป็นเลเซอร์ความยาวคลื่น 675 นาโนเมตร ที่ค่อนข้างแตกต่างจากกลุ่มเลเซอร์เม็ดสีทั่วไป เพราะออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผิวที่มีปัญหาการอักเสบและหลอดเลือดผิดปกติเป็นหลัก
งานวิจัยทางการแพทย์ที่ศึกษา RedTouch พบว่าเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ทั้งในการรักษาผิวหน้าที่มีรอยแดง เส้นเลือดฝอย และยังมีการศึกษาการใช้ในด้านจักษุวิทยาเพื่อดูแลต่อมไขมันที่เปลือกตาด้วย ซึ่งสะท้อนว่าเทคโนโลยีนี้เน้นการทำงานกับหลอดเลือดและการอักเสบของผิวโดยเฉพาะ
RedTouch เหมาะกับใครบ้าง
- ผิวหน้าแดง ผื่นแดง หรือมีแนวโน้มเป็นโรซาเชีย
- สิวอักเสบที่มีรอยแดงคั่งค้างหลังสิวยุบ
- ผิวบอบบางที่แพ้ง่าย ต้องการโปรแกรมที่อ่อนโยนกับผิวชั้นบน ไม่สามารถทายาได้
- ผิวไม่เรียบ รูขุมขนกว้าง
IPL (Intense Pulsed Light) แสงพลังงานสูงเพื่อผิวกระจ่างใสโดยรวม
IPL ไม่ใช่เลเซอร์แบบความยาวคลื่นเดียวเหมือนกลุ่มก่อนหน้า แต่เป็นแสงพลังงานสูงแบบหลายความยาวคลื่นในตัวเดียว ยิงกระจายไปยังเป้าหมายหลายชนิดพร้อมกัน ทั้งเม็ดสี เส้นเลือดฝอย และรอยแดงต่าง ๆ จึงเหมาะกับคนที่อยากได้ผิวหน้าใสขึ้นแบบภาพรวม ไม่ได้เจาะจงปัญหาใดปัญหาหนึ่งเป็นพิเศษ
IPL เหมาะกับใครบ้าง
- ผิวที่มีสีไม่สม่ำเสมอ หมองคล้ำ อยากปรับให้กระจ่างใสขึ้นโดยรวม
- รอยแดงจากแสงแดดหรือเส้นเลือดฝอยตื้น ๆ
- คนที่ต้องการโปรแกรมบำรุงผิวควบคู่ไปกับการดูแลปัญหาเม็ดสีเบา ๆ ดาวน์ไทม์น้อย
ในความเป็นจริง แพทย์ผิวหนังมักไม่ได้เลือกใช้เพียงเทคนิคเดียว แต่จะประเมินสภาพผิวของแต่ละคนแล้ววางแผนผสมผสานหลายโปรแกรมเข้าด้วยกัน เพราะปัญหาผิวหน้าหลายอย่างมักซ้อนทับกัน เช่น มีทั้งฝ้าและรอยแดงในเวลาเดียวกัน การปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรข้าม
ก่อนทำเลเซอร์หน้าใส ต้องเตรียมตัวและระวังอะไรบ้าง?
- ตรวจสภาพผิวกับแพทย์ก่อนเสมอ เพราะเลเซอร์แต่ละแบบมีข้อบ่งชี้และข้อจำกัดต่างกัน ผิวบางคนอาจไม่เหมาะกับบางเทคโนโลยี
- หลีกเลี่ยงแดดจัดก่อนและหลังทำ เพราะผิวจะไวต่อแสงมากขึ้นในช่วงนี้ ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
- แจ้งประวัติผิวแพ้ง่าย ยาที่ทานอยู่ หรือการตั้งครรภ์ ให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง
- ดูแลผิวหลังทำตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องรอยดำหรือการระคายเคือง
อย่าคาดหวังผลลัพธ์ในครั้งเดียว ปัญหาผิวหน้าส่วนใหญ่ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งตามที่แพทย์วางแผนไว้ ถึงจะเห็นผลชัดเจนและยั่งยืน
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์หน้าใส
Q: เลเซอร์หน้าใสเจ็บไหม
A: ความรู้สึกระหว่างทำแตกต่างกันไปตามชนิดเลเซอร์และความไวต่อความเจ็บของแต่ละคน ส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนโดนหนังยางดีดเบา ๆ และคลินิกมักมีการทายาชาก่อนทำเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัว
Q: ทำเลเซอร์หน้าใสกี่ครั้งถึงเห็นผล
A: ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและชนิดเลเซอร์ที่ใช้ บางโปรแกรมเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรก แต่ปัญหาเรื้อรังอย่างฝ้าหรือรอยแดงมักต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งตามที่แพทย์แนะนำ
Q: เลเซอร์หน้าใสมีดาวน์ไทม์ไหม
A: เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Pico Laser หรือ RedTouch Pro อาจมีผิวแดงหรือแห้งตึงเล็กน้อยไม่กี่วัน แต่บางโปรแกรมที่เจาะลึกกว่าอาจต้องพักฟื้นนานกว่านั้น ควรสอบถามรายละเอียดจากแพทย์ก่อนทำเสมอ
Q: คนท้องหรือให้นมบุตรทำเลเซอร์หน้าใสได้ไหม
A: ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพราะบางโปรแกรมอาจไม่แนะนำในช่วงนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมให้ได้ดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 3