ทุก รพ.จัดบริการตามความเหมาะสมได้หลัง ครม.ประกาศเป็นหยุดเพิ่ม31 ก.ค.
จากกรณีเสียงสะท้อนหลายโรงพยาบาลภายหลังรัฐบาลประกาศหยุดเพิ่ม31 กรกฎาคมนี้นั้นปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งการนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่ง พิจารณาจัดบริการได้ตามบริบทและความเหมาะสมของสถานการณ์ หลัง ครม.ประกาศเป็นวันหยุดพิเศษ
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันที่ 31 กรกฎาคม 2566 เป็นวันหยุดพิเศษ เพื่อให้เกิดวันหยุดยาว 6 วันตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม ว่า ได้รับเสียงสะท้อนจากโรงพยาบาลหลายแห่งกังวลว่าจะกระทบประชาชนที่ต้องเลื่อนนัดตรวจหรือผ่าตัด จึงได้แจ้งไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนในสังกัดทั่วประเทศแล้วว่า
ให้แต่ละแห่งพิจารณาจัดบริการแก่ประชาชนตามความเหมาะสมของบริบทและสถานการณ์แต่ละโรงพยาบาล ยึดหลักให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งสามารถประกาศให้บริการตามปกติหรือเปิดบริการเฉพาะส่วนได้ และแจ้งให้บุคลากรและประชาชนรับทราบทั่วกัน โดยหากมีการจัดบริการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ก็ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเบิกจ่ายค่าตอบแทนนอกเวลาราชการตามระเบียบ นอกจากนี้ ควรจัดให้มีทีมหรือผู้ดูแลหากเกิดปัญหาในการบริการไว้ด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้(25 ก.ค. 66) ทันทีที่มติครม.เคาะวันหยุดพิเศษเพิ่ม เพจเฟซบุ๊ก หมอหนุ่ม ได้เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า
ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการประกาศวันหยุดเพียง 6 วันก่อนที่จะถึงวันนั้นมันมีราคาที่ต้องจ่ายกับสิ่งนี้มากมายนะครับราคาที่ว่าไม่ใช่ราคาตัวเงินแต่มันเป็นราคาของชีวิตคนไข้และราคาของชีวิตคนทำงานครับ
1.ผมมีนัดคนไข้ผ่าตัดไว้เรียบร้อยแล้วในวันที่ 31และคนไข้เหล่านี้คือคนไข้มะเร็งที่ผมนัดผ่าตัดมาเดือนกว่าและตอนนี้คิวผ่าตัดมะเร็งผมอยู่ที่เดือนกว่าๆนั่นหมายความว่าถ้าวันจันทร์นี้ผมผ่าตัดไม่ได้ผมก็ต้องเลื่อนการผ่าตัดไปอีกเดือนกว่าเพราะผมไม่สามารถเอาคนไข้คนนี้ไปแทรกคนไข้คนอื่นที่นัดผ่าตัดไว้แล้วได้มันส่งผลเสียต่อคนไข้และระบบการนัดคนไข้อย่างมากนะครับ
ไม่รวมคนไข้โรคธรรมดาที่วันนั้นผมก็นัดผ่าตัดเช่นกันซึ่งก็นัดไว้ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว เพราะคิวผมอยู่ที่ 3 เดือนโดยประมาณดังนั้นถ้าวันจันทร์นี้ผ่าตัดไม่ได้ ผมก็ต้องเลื่อนเขาออกไปอีก 3 เดือนนั่นคือเขาจะได้ผ่าตัดอีกทีเดือนตุลาคมเพราะจากนี้ถึงตุลาคม ผมก็มีคนไข้อยู่เต็มตารางอยู่แล้วคุณไม่คิดถึงผลกระทบกันเลยครับคิดจะหยุดก็หยุดแล้วมันจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือเปล่า
2.คราวนี้ความลำบากก็จะอยู่ที่ห้องฉุกเฉินแน่นอนครับเพราะแค่วันธรรมดานอกเวลาราชการก็จะมีคนไข้ที่ไม่ฉุกเฉิน แต่มาฉุกเฉินมากพออยู่แล้วคราวนี้มันก็จะมีคนไข้ที่ยาหมดที่วันนัดวันนั้นพอดีคนไข้ที่นัดไว้วันนั้น แต่ติดต่อเลื่อนนัดไม่ได้และก็มาโรงพยาบาลวันนั้นแล้วเขาก็ต้องหาทางเพื่อจะได้รับการรักษาและห้องฉุกเฉินก็คือช่องทางนั้นครับเว้นเสียแต่โรงพยาบาลสร้างช่องทางเพิ่มเพื่อ "วิกฤต" ในครั้งนี้ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่อีกเช่นกันเพราะเจ้าหน้าที่ก็คนหนึ่งคนเหมือนกันเขาก็วางแผนชีวิตของเขาไว้เช่นกัน
3.ตอนนี้ผมเชื่อว่าคนที่หัวหมุนมากที่สุดคือคนที่โทรประสานงานเพื่อเลื่อนนัดคนไข้ครับมันไม่ใช่คนไข้จำนวนน้อยๆนะครับมันเป็นคนไข้นัดหลายร้อยคนในหนึ่งโรงพยาบาลและโรงพยาบาลในประเทศไทยก็มีเป็นพันโรงพยาบาลมันส่งผลกระทบมากมายอย่างไม่น่าเชื่อเลยละครับ
4. คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนไข้ครับคนไข้ที่ต้องถูกเลื่อนผ่าตัดก็ต้องได้รับการรักษาที่ช้ากว่าเดินคนไข้ที่อยู่ในบ้านอยู่ในชนบทห่างไกลเมืองบางครั้งก็ติดต่อเขาไม่ได้ และเขาก็ต้องเหมารถมาเป็นเงินหลายพันบาทเพื่อมาพบว่า... เขาไม่สามารถได้รับการตรวจกับหมอ เพราะวันนั้นเป็นวันหยุดคนไข้กลุ่มนี้มีอยู่จริงนะครับแม้คุณจะบอกว่าเทคโนโลยีการสื่อสาร และข่าวคราวตามสื่อก็ออกข่าวเรื่องนี้มากมายแต่เขาก็ไม่รู้เรื่องนี้ครับและก็จะมาโรงพยาบาลตามนัดหมายอยู่ดี
อย่าคิดแต่จะสั่งให้หยุดก็หยุดครับมันมีราคาที่ต้องจ่ายอีกมากมายครับอาจจะมากมายกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของคุณอีกคิดได้ไง!
ซึ่งข้อความดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนานมาก