รู้ทัน “โรคลมพิษ” เกิดจากอะไร รักษา และป้องกันอย่างไร
รู้ทัน “โรคลมพิษ” หลีกเลี่ยงได้ หากรู้ว่าเกิดจากอะไร รักษา และป้องกันอย่างไร
โรค หรืออาการ “ลมพิษ” เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัยที่หลายคนรู้จักดี เพราะใคร ๆ ก็จะต้องเคยผ่านการเป็นลมพิษกันมาบ้าง โรคลมพิษนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยลักษณะพิเศษเฉพาะที่เห็นได้ชัดของโรค คือ มีผื่นแดงหรือปื้นนูนแดงที่ชัดเจน และมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งอาการดังกล่าวส่วนมากจะขึ้นทั่วทั้งร่างกาย แต่มีบางรายที่ขึ้นเพียงบางส่วนของร่ายกาย เช่นเดียวกับบางรายมีอาการเพียงระยะเวลาอันสั้นไม่กี่ชั่วโมงก็หาย แต่บางรายก็อาจจะเป็นทุกวันหรือเป็นนานเป็นปี ที่เรียกว่า “ลมพิษชนิดเรื้อรัง”
สาเหตุเกิดโรคลมพิษ
โรคลมพิษมีสาเหตุและปัจจัยการเกิดได้จากหลายอย่าง อาจเกิดขึ้นจากการแพ้สารบางชนิดจากการรับประทาน เกิดจากการสัมผัส การสูดดม หรือจากการฉีดเข้าไปในร่างกาย ซึ่งสาเหตุสำคัญๆ ที่ก่อให้เกิดลมพิษแบ่งได้ ดังนี้
1. อาหาร
ประเภทของอาหารที่ทำให้เกิดลมพิษมีมากมาย สามารถพบได้ เช่น
- อาหารจำพวกโปรตีน เช่น กุ้ง ปลา หอย ไข่ ถั่ว นม หรือแม้แต่ผลไม้
- สารปรุงแต่งอาหารหรือขนม เช่น สีผสมอาหาร โดยเฉพาะสีเหลืองหรือสีเขียวที่มักใช้สีประเภท Tartrazine จึงพบในพวกสลิ่ม ขนมด้วง ข้าวพอง ฟักเชื่อม ชาจีน ขนมชั้น ถั่วกวน วุ้นหวานกรอบ ครองแครง อมยิ้ม ฝอยทองกรอบ
- ผักและผลไม้บางอย่างที่มีสารประเภท Salicylate ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดลมพิษได้ เช่น แอปเปิ้ล แตงกวา มันฝรั่ง มะเขือเทศ มะนาว พริกไทย ส้ม เป็นต้น
- อาหารและเครื่องดื่มที่มียีสต์ เช่น ขนมปัง เหล้า เบียร์
การแพ้จนเป็นลมพิษจากอาหารเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยที่สุด ดังนั้นจึงควรสังเกตอย่างละเอียดและหาสาเหตุการแพ้จากการรับประทานอาหารดังกล่าว เพื่อการหลีกเลี่ยง
2. ยา
เป็นสาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการเกิดลมพิษ ซึ่งอาจเกิดทันทีภายหลังได้รับยาชนิดนั้น เช่น
- ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะพวก เพนิซีลินซัลฟา
- ยาแก้ปวด ยานอนหลับ
- สารทึบแสงที่ใช้ในการตรวจทางเอกซเรย์
- วิตามินบางชนิด
การแพ้หลังจากฉีดหรือรับประทานยาจะสังเกตได้ง่าย แต่บางรายอาจใช้เวลานานเป็นเวลา 7-10 วัน ซึ่งอาจสังเกตอาการแพ้ได้ยาก
3. แมลง
อาจก่อให้เกิดลมพิษได้ทั้งจากการสัมผัสหรือการโดนกัดต่อย เช่น
- จากการสัมผัส เช่น ไรแมว ไรสุนัข ไรนก และบุ้ง
- จากการกัดต่อย เช่น ผึ้ง แตน ต่อ หมาร่า มดแดงไฟ มดตะนอย
ซึ่งบางครั้งอาจมีอาการรุนแรง ทั้งลมพิษ และบวมทั้งตัว หรือช็อก บางรายอาจเสียชีวิตในเวลาอันสั้นมากหลังถูกต่อย
4. อากาศ
- แสงแดด ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดลมพิษเมื่อถูกแสงแดดบางช่วงของวัน ซึ่งมีความยาวของคลื่นแสงเฉพาะ เมื่อถูกแสงแดดแล้วเกิดผื่นขึ้นมา อาจแก้ไขได้โดยหลีกเลี่ยงการออกแดดในเวลานั้นๆ หรือใช้ครีมกันแดด
- ความเย็น เช่น เวลาถูกอากาศเย็น อาบน้ำเย็น ผู้ป่วยบางรายรับประทานน้ำแข็งอาจเกิด อาการบวมในบริวณคอ หายใจลำบากได้ หรือเกิดจากการมีโรคบางอย่าง เช่น ซิฟิลิส หรือมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง
- สารในอากาศ เช่น ฝุ่นบ้าน เชื้อราในอากาศ เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ เมื่อสูดสารเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาจก่อให้เกิดลมพิษได้
5. เหงื่อ
บางคนเกิดลมพิษภายหลังออกกำลังกายมาก หรือเหงื่อออกมาก ลมพิษชนิดนี้มักเป็นเม็ดเล็กๆ เกิดบริเวณแขน ขา มากกว่าบริเวณลำตัว
6. อารมณ์และสภาพจิตใจ
ในบางรายเกิดลมพิษภายหลังมีอารมณ์ผิดปกติ จากความโกรธ เครียด กังวล มักเป็นลมพิษชนิดเรื้อรัง
7. การขีดข่วน
เกิดจากแรงขูดบนผิวหนัง ผู้ป่วยบางรายมีผิวหนังไวต่อรอยขูดข่วนบนผิวหนัง ทำให้เกิดรอยนูนคันตามบริเวณที่ถูกรอยขูดข่วนภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที การคันและเกาก็ยิ่งเพิ่มรอยและคันมากขึ้น
8. โรคติดเชื้อ
สามารถก่อให้เกิดลมพิษได้เช่นกัน
- พยาธิในลำไส้เป็นสาเหตุได้บ่อย เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวแบน เชื้อบิด
- การติดเชื้อในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น เชื้อราใน ช่องคลอดสตรี
- ฟันผุก็อาจเป็นสาเหตุของลมพิษได้ การรักษาหรือถอนฟันผุออกก็อาจทำให้อาการลมพิษหายไปในผู้ป่วยบางราย
9. โรคร่วมอื่นๆ
บางอย่างทำให้ผู้ป่วยเกิดลมพิษร่วมได้ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
แนวทางการรักษา
- พยายามหาสาเหตุ และรักษาหรือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ ถ้าทำได้
- ให้ยาต้านฮีสตามีน ยาต้านฮีสตามีนมีหลายชนิด หลายกลุ่ม มีทั้งที่ออกฤทธิ์สั้นและออกฤทธิ์ยาว ทั้งที่ง่วงและไม่ง่วง การจะเลือกใช้ยาต้านฮีนตามีนตัวใดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ การตอบสนองต่อยาต้านฮีสตามีนในผู้ป่วยแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยบางรายใช้ยาเพียงตัวเดียวก็ได้ผลดี แต่บางรายแพทย์อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาต้านฮีสตามีนในกลุ่มอื่น หรือใช้ยาหลายตัวร่วมกัน เพื่อควบคุมอาการ
- ยาอื่นๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ผื่นไม่ค่อยตอบสนองต่อยาต้านฮีสตามีน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งสารสื่อกลางในผิวหนังที่เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดผื่นลมพิษ
ป่วยลมพิษ ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
ผู้ป่วยลมพิษที่ผื่นเป็นมาก โดยเฉาะอย่างยิ่งกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน ที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง มีหน้าบวม ตาบวม ปากบวมอย่างมาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาการเหล่านี้ เช่น อาการแน่นหน้าอก เกิดจากมีการบวม ของเยื่อบุทางหายใจอาจทำให้เกิดอาการหอบหืด ถึงชีวิตได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีเฉพาะผื่นลมพิษที่ผิวหนังควรปฏิบัติตัว ดังนี้
- งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดเฉพาะผื่นลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
- ต้องนำยาต้านฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอเมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที
- ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด
- ไม่แกะเกาผิวหนัง เนื่องจากอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการเกา
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม จนรบกวนการทำงานควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา
- อาจใช้ calamine lotion ทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย
การพยากรณ์โรค
- ในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเฉียบพลันที่หาสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาต้านฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้ 1-2 สัปดาห์ มีผู้ป่วยบางรายที่หาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษเรื้อรัง
- ผู้ป่วยที่มีโรคลมพิษชนิดเรื้อรัง ในผู้ป่วยที่ได้สืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขสาเหตุได้ เมื่อรับประทานยาต้านฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้เช่นเดียวกับกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบหรือเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้โดยง่าย โรคมักเรื้อรังแพทย์จำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษให้ได้ เมื่อควบคุมอาการได้แล้ว แพทย์จะค่อย ๆ ลดยาลงเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว และพยายามหยุดยาถ้าทำได้ ผู้ป่วยบางราย โรคอาจเรื้อรังเป็นปี
สรุปได้ว่า โรคลมพิษเกิดได้จากมากหมายหลายสาเหตุ อาการมีตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น การแพ้อาหาร ไปจนถึงอาจเป็นอาการร่วมของโรคร้ายบางอย่าง โดยทั่วไปลมพิษจะไม่รุนแรงและอาจหายเอง เมื่อสารที่ก่อให้แพ้นั้นถูกกำจัดออกจากร่างกาย
แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการเรื้อรังควรจะได้รับการตรวจโดยละเอียดจากแพทย์ ในการหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งอาจมีการตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ หรือตรวจสารเคมีในเลือด บางรายอาจต้องทำการทดสอบผิวหนังด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล