ยกระดับสถานบริการสุขภาพไทย ลดการตีตรา-เลือกปฏิบัติผู้ติดเชื้อ HIV
เร่งยกระดับ “สถานบริการสุขภาพไทย” ลดการตีตราและเลือกปฏิบัติผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้เหลือ 10% ภายใต้คำขวัญวันเอดส์โลกปี 2567 นี้ “Take The Rights Path”
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคและภาคีเครือข่ายประกาศเจตนารมณ์ ยกระดับ “สถานบริการสุขภาพไทย” โดยตั้งเป้าให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีประสบการณ์ถูกตีตราและเลือกปฏิบัติในสถานพยาบาลน้อยกว่าร้อยละ 10 ตามยุทธศาสตร์เอดส์โลกในปี 2030 ซึ่งประเทศไทยร่วมกับ โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) เข้าร่วมการขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นประเทศแรก ๆ ร่วมกับนานาชาติอีก 40 ประเทศ
ก่อนหน้านี้ วันที่ 8 -12 ธันวาคม 2567 ทีมผู้เชี่ยวชาญของไทยและนานาชาติได้ลงพื้นที่ไปยังสถานบริการสุขภาพทั้ง 4 ภาค นครสวรรค์ เชียงราย นครราชสีมา สงขลา รวมถึงกรุงเทพมหานคร ภายใต้
“ภารกิจร่วมเพื่อทบทวนการดำเนินงานลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีในสถานบริการสุขภาพของประเทศไทย”
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติได้เห็นศักยภาพสถานบริการสุขภาพที่สามารถลดการตีตราและเลือกปฏิบัติได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น การทำงานแบบ “ Whole Provincial Apprach” ในจังหวัดนครราชสีมาที่สถานบริการสุขภาพทุกแห่งทั้งจังหวัดรวมพลังทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
โรงพยาบาลแม่ลาว จ.เชียงราย เป็นตัวอย่างการทำงาน Total Facility Approach ทุกคลีนิคในโรงพยาบาลไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีและประชากรหลักไม่เฉพาะคลีนิคยาต้านไวรัสโรงพยาบาลหาดใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการดำเนินแบบหุ้นส่วนบริการระหว่างโรงพยาบาลกับภาคชุมชน ภาคประชาสังคม
ขณะที่ นพ.สุเมธ องค์วรรณดี ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค และหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายไทย ระบุว่า ที่ผ่านมา การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติเป็น 1 ใน 3 ยุทธศาสตร์หลักที่กรมควบคุมโรค ดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 มีการอบรมแบบมีส่วนร่วมให้กับผู้รับบริการสุขภาพ พัฒนาและยกระดับสถานบริการสุขภาพด้วยหลักสูตรต่างๆ และขยายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2561
“นอกจากขับเคลื่อนผ่านโรงพยาบาล แน่นอน คือ การทำงานร่วมกัน ทั้งภาคประชาสังคม แล้วก็ทีมของเครือข่ายผู้ติดเชื้อในพื้นที่ เพราะว่าการจะลดการตีตราเลือกปฏิบัติ ทำเองโดยภาครัฐคนเดียวไม่ได้ ต้องทำผ่านทางเครือข่ายทางชุมชนด้วย เพราะว่ากลุ่มคนที่ทำงานด้านนี้ ส่วนหนึ่ง ก็จะเป็นผู้ที่เคยได้รับผลกระทบ แล้วก็กลับมาอาสาสมัคร เป็นผู้ที่จะขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้เพื่อนๆ ของเขา ได้ประสบการณ์ที่ดี”
นพ.อนุวัตร ศุภชุติสกุล ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลสุขภาพ ระบุว่า เห็นความเป็นไปได้จากการลงพื้นที่ในการขับเคลื่อนการลดการตีตราตามเป้าหมาย
“โคราชนี่ ทางสาธารณสุขจังหวัดได้ขับเคลื่อนทั้งจังหวัด ร่วมกับทางผู้ว่าฯ ประกาศเป็นนโยบายของจังหวัดเลยว่าจะสร้างวัฒนธรรมการไม่ตีตราขึ้นมา แล้วก็รณรงค์ให้ทุกโรงพยาบาลร่วมมือกัน ทางจังหวัด ก่อนหน้านี้ มีประสบการณ์ในเรื่องการทำงานพื้นที่นำร่อง ทำให้ไม่สามารถขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ได้ตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้น จังหวัดก็เลยเริ่มทุบหม้อข้าว แบบว่าจะไม่ทำนำร่อง แต่ว่า จะทำทั้งจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกโรงพยาบาลในจังหวัด จะทำร่วมกัน”
ขณะที่ นพ.ภานุมาศ ญาณเวทย์กุล อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นลดการตีตราในสถานพยาบาล รวมถึง เรื่องงบประมาณที่เห็นสอดคล้องกับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ที่เห็นว่าควรมีงบประมาณอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืน
“เรื่องตีตรา เราทำกันมาเยอะครับ อย่างที่เรียนนะครับว่า เราอยากให้ทุกอย่างมันราบรื่นและดีหมด แต่เราก็ยังมีข้อที่เราต้องปรับในหลายๆ จุด ผมว่าเราต้องทำให้มากขึ้น ดีขึ้น แต่ผมเชื่อว่า เราไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ก่อนหน้านี้ ข้อมูล ปี 2566 จากดัชนีการตีตรา พบว่า “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 16 มีประสบการณ์ถูกตีตราและการเลือกปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพที่เกี่ยวกับเอชไอวี หรือในสถานบริการสุขภาพที่เกี่ยวกับสุขภาพอื่น ๆ
ขณะที่ประเทศไทยยึดหลักให้บริการ HIV ที่มีคุณภาพสูงและปราศจากจากการตีตรา เพื่อการเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน และใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการยุติเอดส์ที่เป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขภายในปี พ.ศ. 2573 และเกิดความยั่งยืนในระบบสาธารณสุขของประเทศ ภายใต้สโลแกน “ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา”
ทั้งนี้ องค์กรที่ร่วมกันดำเนินการ “ภารกิจร่วมเพื่อทบทวนการดำเนินงานลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีในสถานบริการสุขภาพของประเทศไทย”ในครั้งนี้ ประกอบด้ว กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, กระทรวงสาธารณสุข , สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล , เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย (TNP+) , คณะกรรมการองค์การพัฒนาด้านเอดส์ ( กพอ.) , และผู้เชี่ยวชาญของไทยและนานาชาติจาก RTI International, University of California San Francisco (UCSF) , ศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (US.CDC) , องค์การพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) , กองทุนโลก (GFATM) และโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS)