สธ.-สปสช. ปัดข่าวลือบัตรทองล่มใน 3 ปี เตรียมเสนอ ครม. ตั้งคกก.กลางศึกษา
“สมศักดิ์” ยัน 30 บาทรักษาทุกที่ไม่ล่ม บอกเป็นนโยบายรัฐบาลการันตี ด้านสปสช. ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ย้ำอัตราจ่ายผู้ป่วยในไม่ใช่ 7,100 บาท ยืนยันที่ 8,350 บาท เตรียมทำข้อมูลเข้าบอร์ด สปสช. เสนอ ครม. ตั้งคณะกรรมการกลางศึกษาต้นทุนและอัตราจ่ายที่เหมาะสมให้โรงพยาบาล
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่จะล่มภายใน 3 ปี ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในเขตกทม. มีการประชุมร่วมกันในประเด็นการคิดเงินผู้ป่วยในที่มีการประเมินไว้จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 9 ล้านจุด จุดละ 8,350 บาท แต่ปรากฎว่าในรอบปีมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่าการคาดการณ์ โดยคลาดเคลื่อนไป 8.37 % จึงต้องมีการลดเงินในส่วนของผู้รับจ้าง
ทำให้ผู้ให้บริการที่มารับจ้างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คิดว่าถ้าลดจาก 8,350 บาท มาเป็น 7,100 บาทก็จะขาดทุน แล้วปากคนยาวกว่าปากกาพอพูดว่ามันจะเจ๊งจะล้มละลาย ซึ่งความเป็นจริงมันจะล่มได้อย่างไร เพราะสิ่งเกิดขึ้นเป็นการคาดการณ์จำนวนที่คลาดเคลื่อน หากคำนวณถูกต้องทุกอย่างก็เหมือนเดิม ตนจึงแนะนำให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการจ่ายเงิน และตรวจสอบความถูกต้อง
“การที่เป็นแบบนี้ เพราะมีการนับผิดหรือจำนวนคนป่วยเพิ่มมากขึ้น จะไปล้มละลายได้อย่างไร เพราะ 30 บาทรักษาทุกที่เป็นนโยบายที่รัฐบาลการันตี” นายสมศักดิ์ กล่าว
ด้านทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ในฐานะโฆษก สปสช. แถลงข่าว ทิศทางบริหารงบประมาณกองทุนบัตรทอง จากที่มีการระบุเรื่องงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง 30 บาท ว่าไม่เพียงพอและเสี่ยงล่มสลายภายใน 3 ปีนั้น สปสช. ขอย้ำว่าประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก และขอยืนยันว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยไม่อยู่ในความเสี่ยงที่จะล่มสลาย ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาประเทศในเรื่องนี้ และเป็นผลงานที่รัฐบาลนำไปเสนอในเวทีระดับโลกมาโดยตลอด และไทยก็ยังเป็นต้นแบบให้กับหลายๆ ประเทศที่กำลังจะทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับประชาชนในประเทศ
โดยเรามีหน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐทั้งกระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ ภาครัฐอื่นๆ ท้องถิ่น และเอกชนที่เข้มแข็งและให้บริการกับประชาชนด้วยใจอย่างเต็มที่เสมอมา แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งตัวระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยก็ไม่ได้อยู่นิ่ง มีการพัฒนา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตลอด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของระบบ
สำหรับการแถลงข่าวในวันนี้ สปสช.ขอชี้แจงว่าตัวเลขอัตราจ่ายผู้ป่วยใน 7,100 บาทต่อ adj.RW นั้นเป็นการคำนวณจากจำนวนการใช้บริการผู้ป่วยในที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง สปสช. ได้นำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการงานและการบริหารจัดการกองทุนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่ายืนยันอัตราจ่ายผู้ป่วยในที่ 8,350 บาทต่อ adj.RW และ สปสช. จะเสนอของบประมาณเพิ่มเติมต่อไป ดังนั้นไม่มีการปรับลดอัตราจ่ายผู้ป่วยในเหลือ 7,100 บาทต่อ adj.RW อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ การที่งบประมาณการจ่ายค่าบริการผู้ป่วยในเป็นงบประมาณปลายปิด หรือ Global budget นั้น เนื่องจากเป็นไปตามแนวทางวิชาการของการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งประเทศที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับประชาชนใช้หลักการนี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของระบบ ในส่วนของประเทศไทย เราใช้หลักการว่าต้องไม่ต่ำกว่า 8,350 บาทต่อ adj.RW หากปลายปีงบประมาณไม่เพียงพอให้เสนอของบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งในการจ่ายเงินให้กับหน่วยบริการนั้น สปสช. ได้รับงบประมาณมาเท่าไหร่ ก็จ่ายตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามกฎหมายให้กับโรงพยาบาลไปทั้งหมด หากปีไหนมีเงินเหลือก็โอนเพิ่มให้โรงพยาบาลเช่นกัน เช่น ในปี 2561-2564 การให้บริการผู้ป่วยในลดลง ทำให้มีงบประมาณเหลือ สปสช. ก็จัดสรรเพิ่มเติมให้โรงพยาบาลไปทั้งหมด
ยกตัวอย่างในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา สปสช. ได้รับจัดสรรงบกลาง จำนวน 5,924 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ สปสช. จัดสรรค่าบริการ 30 บาทรักษาทุกที่ 1,705 ล้านบาท และเงินส่วนที่เหลือได้นำมาจัดสรรค่าบริการผู้ป่วยในให้หน่วยบริการ ในอัตราไม่เกิน 8,350 บาทต่อ adj.RW
อย่างไรก็ตามที่มีข้อเสนอให้ สปสช. ปรับเพิ่มอัตราจ่ายผู้ป่วยในนั้น สปสช. ขอชี้แจงว่า ในการเสนอของบประมาณแต่ละปีจากสำนักงบประมาณนั้น สปสช. ต้องทำข้อเสนอตัวเลขและมีฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐานรองรับด้วย ดังนั้นการจะเพิ่มเป็นอัตราเท่าไหรจึงจะเหมาะสมกับต้นทุนของโรงพยาบาล และไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศนั้น ต้องมีการศึกษาและต้องเป็นหน่วยงานกลางที่เข้ามาทำหน้าที่นี้
ด้วยเหตุนี้ สปสช. จะทำข้อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางมาศึกษาอัตราจ่ายที่เหมาะสมสำหรับกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐต่อไป เมื่อได้คณะกรรมการที่เป็นกลางในการศึกษาแล้วจะทำให้เราได้ทราบข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงของโรงพยาบาลและสามารถคำนวณเป็นอัตราจ่ายที่เหมาะสมในการให้บริการต่อไป
นอกจากนั้น เพื่อให้การจ่ายเงินกองทุนผู้ป่วยในมีประสิทธิภาพมากขึ้น สปสช. ได้มีการกำกับติดตามการเบิกจ่ายเงินหรือการตรวจสอบการจ่าย ซึ่งผลการตรวจนี้จะถูกใช้ในการเสนอของบประมาณกับสำนักงบประมาณ และ สปสช. ยินดีเข้าไปดูโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาการบันทึกข้อมูลในการเบิกจ่าย จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการบันทึกตัวเลขทางบัญชีไม่ถูกต้องประมาณ 7,000 ล้านบาท หากมีการแก้ไขตรงนี้ก็จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องของโรงพยาบาลได้
กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมงบประมาณการให้บริการนวัตกรรมจึงเป็นปลายเปิดนั้น สปสช. ขอชี้แจงว่า บริการนวัตกรรมเป็นบริการเสริมเพื่อลดภาระโรงพยาบาล เช่น เจ็บป่วยเล็กน้อยไปรับยาที่ร้านยาได้ ให้โรงพยาบาลได้รักษาโรคที่หนักกว่าหรือซ้ำซ้อนกว่า ที่ผ่านมาเราพบกว่าผลการให้บริการนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดการไปโรงพยาบาลได้ และพบว่าประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิมาก่อน มาใช้สิทธินี้กว่า 80,000 คน เท่ากับว่าเป็นการทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่ง่ายขึ้นช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในกลุ่มนี้ได้ และการเป็นงบปลายเปิดเพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมให้บริการในระบบ จากผลการดำเนินการมาระยะหนึ่ง สปสช. มีข้อมูลที่จะกำหนดจำนวนครั้งของการใช้บริการที่เหมาะสมในปีต่อๆ ไป ซึ่งก็จะทำให้งบประมาณในส่วนนี้ไม่เพิ่มสูงขึ้น ขณะนี้บริการนวัตกรรมที่ สปสช. จำกัดจำนวนครั้งคือ ทำฟันที่คลินิกทันตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ให้ 3 ครั้งต่อคนต่อปี เป้าหมายเพื่อให้คนที่เริ่มมีปัญหาสุขภาพฟันได้รักษาเร็ว และลดภาระโรงพยาบาล