ที่ผ่านมาหลายประเทศล้วนเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นประเทศใกล้เคียงอย่างศรีลังกา หรือ เหตุการณ์รัฐประหารของเมียนมา ที่ชนวนสำคัญเริ่มต้นจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ปัจจุบันไทยเองได้ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการทำงานของภาครัฐแบบเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ
ในรายการกาแฟดำ สุทธิชัย หยุ่น ชวนเจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีปฏิรูปด้านการคอร์รัปชันของประเทศไทย กับ ศ.ภก. ภักดี โพธิศิริ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ย.ป.)
หลังพ้นวาระของการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศ.ภก. ภักดี ได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ ซึ่งอยู่ภายใต้แผนแม่บทยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2549 โดยถูกแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น และแยกออกมาเป็น 13 ด้าน ซึ่งเจตจำนงสำคัญของการปฏิรูปนี้เกิดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคใหญ่ที่เคยผ่านมา
ศ.ภก. ภักดี เล่าว่า ถ้าการปฏิรูปไม่เกิดขึ้น จะไม่สามารถเดินต่อตามยุทธศาสตร์แม่บทได้ กระบวนการดำเนินการทั้งสองต้องใช้ควบคู่กันไปเป็นเส้นขนาน เพราะความสำคัญของหลักการปฎิรูปคือการแก้ไขปัญหาใหญ่ เมื่อแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้จะช่วยให้ดำเนินการได้ราบรื่นขึ้น และจะต้องแล้วเสร็จภายใน 5 ปี
“เรามีแผนปฏิรูปอยู่ถึง 2 แผนด้วยกัน คือแผนปฎิรูปแรกออกมาเร็วกว่าตัวแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ จึงกลายเป็นปัญหาที่ว่าบางส่วนมันไม่สอดคล้องกัน จึงเป็นผลให้ต้องปรับเป็นแผนปฏิรูปเวอร์ชันสอง”
ศ.ภก. ภักดี ระบุเพิ่มว่า หลังพบปัญหาแผนปฏิรูปไม่สอดคล้องกับแม่บทยุทธศาสตร์ 20 ปี จึงเป็นผลให้ปัจจุบันนี้มีการเพิ่มแผนปฎิรูปขึ้นเป็น 2 แผน และแผนแรกได้เริ่มไปแล้วเมื่อปี 2563
ดังนั้นความสำเร็จที่ให้ยุทธศาสตร์ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 5 ปี จะเหลือเวลาให้ดำเนินการเพียง 2 ปีเท่านั้นหลังปรับแผนใหม่
ศ.ภก. ภักดี ย้ำว่า ในทางปฏิบัติมีการกำหนดเรื่องโครงการสำคัญ ที่เรียกว่า “บิ๊กล็อก” อยู่ โดยหนึ่งใน “บิ๊กล็อก” ที่จำเป็นคือ สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้เป็น “พลังพลเมือง” จำเป็นต้องสร้างพฤติกรรมการดูแล สอดส่อง แจ้งปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อเพิ่มอัตราการตรวจพบการทุจริตมากขึ้น แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ภาครัฐก็ต้องสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้
อย่างไรก็ตาม ศ.ภก. ภักดี เล่าว่า การเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบการทุจริตนั้นในการปฏิบัติจริงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และถือเป็นปัญหาใหญ่ “พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ในมาตรา 53 ว่าข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยราชการถือว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ หน่วยงานนั้น ๆ มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้”
แม้ว่า พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารเป็นอาวุธในการตรวจสอบ แต่การเข้าถึงและใช้งานที่ยาก ทำให้การจะลงมือตรวจสอบการทุจริตจริง ๆ เป็นเรื่องลำบาก จนสังคมต่างตั้งคำถามว่า จะแก้ไขสำเร็จหรือไม่
ศ.ภก. ภักดี ตอบข้อสงสัยว่า ครั้งที่มีสภาปฎิรูป ประเด็น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เคยถูกยกร่างกฎหมายมาก่อน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกปฏิเสธจาก สำนักปลัดสำนักนายกฯ และใช้กฎหมายเดิม เพียงแต่เพิ่มกฎหมายไปบางมาตราเท่านั้น ซึ่งในการเพิ่มมาตรการดังกล่าวเป็นการผิดวัตถุประสงค์ เพราะความต้องการของคณะปฏิรูปคือต้องการให้เป็นกฎหมายกลาง
ศ.ภก. ภักดี แนะนำว่า ถ้าหากจะให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ต้องได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร เพราะเป็นเรื่องของเจตนารมณ์ทางการเมือง ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนักการเมือง ผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย ถ้าหากว่าไม่ได้มีความตั้งใจจริงในการที่จะผลักดันให้มีการแก้ปัญหา จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม หากต้องใช้กฎหมายในเชิงตรวจสอบ ยังมีกฎหมายที่ชื่อว่า กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก หรือ Anti-SLAPP Law ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หรือให้ข้อมูลเชิงลึก
ข้อเสนอแนะพัฒนาระบบราชการให้โปร่งใส
เป็นที่ทราบกันว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทย ไม่ได้มีแต่การเข้าถึงข้อมูลที่ยาก แต่เรื่องความโปร่งใสก็ยังเป็นสิ่งที่คลุมเครือในสังคม ข้อเสนอแนะของคณะปฎิรูป จึงมุ่งเน้นพัฒนาระบบราชการให้โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์ ในบิ๊กล็อกที่ 4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้ผู้มีตำแหน่งระดับสูงต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้บังคับบัญชา
ในกรณีนี้ไม่ได้ใช้เพื่อเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะแต่เพื่อตรวจสอบในกรณีร่ำรวยผิดปกติในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ศ.ภก. ภักดี เพิ่มเติมว่า ถ้าสามารถเข้าไปแก้ไขตัวระบบกับความยุ่งยากในการทำงานได้ จะสามารถสร้างอิทธิพลต่อประชาคมโลก และเพิ่มค่าดัชนีมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในประเทศไทยให้ดีขึ้นในระดับโลกได้
ปัญหาของระบบอุปถัมภ์ แก้ที่ทัศนคติ
อีกหนึ่งปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่ของการคอร์รัปชันในประเทศไทย คือเรื่องผลประโยชน์สนับสนุนซึ่งกันและกันของเจ้าพนักงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยปัญหานี้จะยึดโยงกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ผู้ได้รับต้องตอบแทนผู้ให้ ซึ่งเป็นบ่อเกิดสำคัญของการทุจริตคอร์รัปชัน และนำไปสู่ สัญญาต่างตอบแทน
คณะปฎิรูปจึงเล็งเห็นว่า การใช้มาตรการทางกฎหมายปราบปรามไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง และอาจจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ดี หากผู้นำด้านการเมือง หรือผู้บริหารประเทศประพฤติเป็นตัวอย่าง
ศ.ภก. ภักดีกล่าวว่า “ผมเชื่อว่าถ้าหากว่ามีผู้นำทางด้านการเมือง ผู้นำทางด้านการบริหารทำตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ มันจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการเปลี่ยนแปลง”
สามารถชมรายการแฟดำ และสัมภาษณ์แบบเข้มข้นได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้