นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มาตรฐานจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านใช้ในการตัดสินให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งนั้น คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทราบว่ามาจากศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระกำหนดร่วมกัน เพื่อให้เป็น มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ
โดยชื่อเต็มๆ คือ ‘มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และ หัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561
ที่มีการนำมาใช้กับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมถึง สส. และ สว. ด้วย เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสอง และข้อ 3 วรรคสองของมาตรฐานจริยธรรมฉบับนี้กำหนดไว้เช่นนั้น แต่ที่จริงแล้วทั้งชื่อและเจตนารมณ์ต้องการให้ใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเป็นหลัก
โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 1.22 แสนล้าน รองรับ "ดิจิทัลวอลเล็ต"
ซึ่งผมเปิดดูแล้ว มี 2 ข้อที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุดในการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ คือ ข้อ 13 และข้อ 23 ดังนี้
ข้อ 13 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ … โดยคํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแห่งสถานภาพ
ข้อ 23 ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเต็มใจ ให้บริการด้วยความรวดเร็ว เสมอภาค ถูกต้อง โปร่งใส ปราศจากอคติ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ผมได้เห็นข่าวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง พูดให้ความเห็นเรื่องพรรคที่ท่านยุบไป ในฐานะอาจารย์สอนกฎหมายผมฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะไม่เคยได้ยินว่ามีตุลาการหรือผู้พิพากษาท่านใด ตัดสินลงโทษจำเลยไปแล้วมาพูดถึงจำเลยในแบบที่อาจจะเข้าข่ายเป็นการส่อเสียดอย่างนี้มาก่อน และที่สำคัญไม่ทราบว่าเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมข้อ 13 และ 23 ในเรื่อง ปราศจากอคติ คำนึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และอาจจะรวมถึงเรื่อง เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ผมยกมาหรือไม่ครับ
ด้วยความเคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพราะดังที่กล่าวไปในตอนต้น มาตรฐานจริยธรรมนี้กำหนดมาให้เป็นมาตรฐานจริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นหลัก ศาลรัฐธรรมนูญจึงพึงต้องยึดถือปฏิบัติด้วยครับ