เรื่องที่หลายคนจับตามองในวันนี้ คือประเด็นที่ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. จะถูกลงโทษผลการสอบวินัยร้ายแรงหรือไม่ และจะถูกปลดออกหรือไล่ออกหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาชั้น ป.ป.ช. รออยู่
แต่สิ่งที่คนสนใจยิ่งกว่าคือ ชีวิตของนายตำรวจท่านนี้ซึ่งคนไทยรู้จักเป็นวงกว้าง และมีบทบาทโลดแล่นหวือหวาที่สุด วันจะมีชะตาเป็นอย่างไรต่อไป จะมีทางหวนคืนสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หรือไม่ และยังมีโอกาสเป็น ผบ.ตร. หรือไม่
เชื่อถูกฟันวินัยโดนไล่ออก แต่ไม่จบง่าย ๆ
ต่อประเด็นนี้ พล.ต.ต.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ ที่ปรึกษากฏหมายของบิ๊กโจ๊ก เปิดเผยว่า ถ้ามองคณะกรรมการสอบสวนวินัยตอนนี้ อย่างไรบิ๊กโจ๊กก็จะโดนฟันผิดวินัยร้ายแรงอยู่แล้ว เพราะคณะกรรมการฯ สอบพยานฝ่ายเดียว
“ในเมื่อการสอบเขามีแต่พยานฝ่ายกล่าวหาทั้งหมด พยานฝ่ายถูกกล่าวหา 14 คน ที่นัดไว้ 18 ก.พ. ตอนบ่าย แต่คนนัดประสานงานไม่รับโทรศัพท์ ไม่มีคนมาสอบ ในสำนวนสอบก็จะมีแต่การกล่าวหา เป็นการฟังความฝ่ายเดียวยังไงก็ถูกฟันวินัยร้ายแรง” พล.ต.ต.ไพโรจน์ กล่าว
เขาเสริมว่า ตอนนี้คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องฟัง ตัดพยานออก สรุปได้เลย แต่มันยังไม่จบ เพราะ “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. ต้องพิจารณาสำนวนอีกที หากมีการยื่นหลักฐานว่า ไม่มีการสอบพยานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา อาจต้องสั่งสอบเพิ่มเติม
ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการปราบปราม ให้ความเห็นว่า ส่วนตัวเชื่อว่าบิ๊กโจ๊กจะโดนไล่ออกเช่นกัน แต่ผู้ถูกสอบร้องได้ ว่าหลักฐานไม่ครบ ว่าคณะกรรมการฯ ฟังไม่ครบ ถ้า ผบ.ตร. จะเซ็นคำสั่งปลด แล้วมีคำร้องมา ต้องวัดใจว่า ผบ.ตร. จะตัดสินหรือไม่ ถ้าต้องการแสดงให้เห็นความเป็นธรรม ก็ต้องขยายเวลาไปอีก
“ดังนั้น การไล่บิ๊กโจ๊กออกไม่ใช่เรื่องง่าย” พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าว
การตั้งคณะกรรมการสอบบิ๊กโจ๊กผิดตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก?
พล.ต.ต.ไพโรจน์บอกว่า เรื่องหนึ่งที่ต่อสู้มาตั้งแต่ที่บิ๊กโจ๊กถูกสอบ คือการที่บิ๊กต่ายเป็นคนแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพราะมีประเด็นเรื่องเป็นคู่ชิงตำแหน่ง ผบ.ตร. แม้ขณะสั่งจะนั่งรักษาราชการแทน แต่ความจริงเป็นรอง ผบ.ตร. อันดับ 2 อาวุโสน้อยกว่าบิ๊กโจ๊กที่เป็นรอง ผบ.ตร. อันดับ 1 เพราะต้องถือว่า “รักษาการ” ไม่ใช่ตำแหน่งจริง
“ณ เวลานั้นต้องเสนอให้นายกฯ เป็นคนแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพราะแม้จะเป้นรักษาราชการแต่เนื่องจากมีส่วนได้เสีย การเสนอเองไม่เหมาะสม ไม่เหมาะจะลงนามเอง ควรให้คนที่เหนือกว่าแต่งตั้ง” พล.ต.ต.ไพโรจน์ บอก
ที่ปรึกษากฎหมายบิ๊กโจ๊กยังยกกฎหมายการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนมาให้ดู โดยในข้อ 3 ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะต้องไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ โดยมีข้อที่ระบุว่า “ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องที่สอบสวน” และ “ต้องไม่เป็นผู้มีเหตุอื่นซึ่งน่าเชื่ออย่างยิ่งว่าจะทำให้การสอบสวนเสียความเป็นธรรม”
พล.ต.ต.ไพโรจน์ ย้ำว่า “คนแต่งตั้งต้องไม่มีส่วนได้เสีย ซึ่งเรื่องนี้บิ๊กโจ๊กสู้มาตั้งแต่แรก”
พล.ต.ต.สุพิศาล เสริมว่า บิ๊กต่ายมีศักดิ์น้อยกว่าบิ๊กโจ๊กในขณะเซ็นแต่งตั้ง แม้รักษาการตามกฎหมาย แต่เป็นคู่กรณีในองค์กร “แม้โดยกฎหมายตั้งได้ แต่โดยมารยาทความรู้สึก ไม่ควรเข้าไปยุ่ง”
มั่นใจบิ๊กโจ๊กได้กลับมา
พล.ต.ต.ไพโรจน์ บอกว่า แม้จะถูกฟันวินัยร้ายแรงและไล่ออก แต่ยังมีหนทางกลับมาได้ คือการต่อสู้ในชั้น ก.พ.ค.ตร. และศาลปกครองสุงสุด สู้เรื่องคำสั่งสินัยไล่ออกได้ “ถ้า ก.พ.ค.ตร. หรือศาลปกครองกพลิกคำตัดสิน ก็กลับมาได้”
เมื่อถามว่า นั่นแปลว่าถ้า ก.พ.ค.ตร. และศาลปกครองยืนตามคำตัดสินคณะกรรมการสอบสวนวินัยก็จบหรือไม่ พล.ต.ต.ไพโรจน์ ตอบว่า “ยังมีอีก”
“ป.ป.ช.สามารถชี้มูลไปศาลอาญาทุจริตได้ ถ้าศาลบอกว่าที่ทำมาไม่ผิด บอกว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ก็กลับมาได้อีก ถ้าไม่ผิดปุ๊บ คนที่ออกคำสั่งคนแรก คือ ผบ.ตร. ต้องตั้งคณะกรรมการทบทวนขึ้นมา ... บอกเลยว่า บิ๊กโจ๊กมีเกินสิบชีวิต” พล.ต.ต.ไพโรจน์ กล่าว
เขาเสริมว่า “ผมเคยเห็นมาแล้ว คนที่โดนไล่ออกไปแล้วศาลยกฟ้อง สามารถทบทวนให้กลับมารับราชการได้ใหม่ ดังนั้น กรณีบิ๊กโจ๊ก มั่นใจได้กลับมา 99%” ซึ่งหากบิ๊กโจ๊กได้กลับมาในช่วงเวลาที่ยังไม่เกษียณ ก็มีสิทธิเป็น ผบ.ตร. ได้ด้วยเช่นกัน