จากกรณีที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่วชาติ (ป.ป.ช.) เรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม กรณีแจกถุงยังชีพ ที่ได้รับการสนับสนุนมาจากรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง แต่กลับติดสติกเกอร์ป้ายชื่อตัวเองนั้น
ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ “เสธ.หิ” ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงดังกล่าวว่า เจตนาที่ดีย่อมเป็นกุศลกรรม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นจำได้ว่าท่านพีระพันธ์ุ มีภารกิจลงไปตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจพ่อแม่พี่น้องที่โดนน้ำท่วม ในพื้นที่ภาคใต้โดยมีภารกิจใน 3 จังหวัด เริ่มต้นจากจังหวัดชุมพรไปสุราษฎร์ธานีและปิดท้ายที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
โดยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ล่าช้ากว่ากำหนดการมาก เมื่อไปถึงพื้นที่ท่านก็ตรงไปทักทายพูดคุยกับชาวบ้านที่มารอรับ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำถุงยังชีพมาให้แจก ตามภาพด้านขวามือที่ท่านได้เห็น เจ้าหน้าที่ส่งถุงยังชีพให้ท่านโดยหันด้านโลโก้ออกหากล้องฝั่งด้านของท่านนั้นจะเป็นด้านหลังถุงยังชีพที่ไม่มีโลโก้อยู่ ในครั้งแรกท่านจึงยังไม่ได้สังเกตเห็น
แต่หลังจากนั้นท่านจึงได้เห็นว่ามีรูปท่านติดอยู่บนถุงยังชีพ ท่านจึงสั่งการ ให้รีบไปแก้ไขและไม่ได้อยู่แจกต่อ ต่อมาภาพทางขวามือจึงได้ถูกส่งไปร้องเรียนที่ ป.ป.ช. ซึ่งได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผ่านสื่อต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้มีการมาสอบถามหรือไต่สวนจากท่านแต่อย่างไร หนังสือเรียกไปชี้แจงข้อกล่าวหาท่านก็ยังไม่เคยได้รับ แต่กลับปรากฏรายละเอียดอยู่ตามสื่อทั่วไป
ข้อเท็จจริง ในการตรวจเยี่ยมประชาชนครั้งนั้น นอกจากถุงยังชีพจาก ปตท.และ กฟผ.แล้ว ยังมีข้าวสารที่เหลือจากการจำหน่ายสินค้าราคาถูกในงานรวมไทยสร้างชาติแฟร์ นำไปแจกด้วย
โดยการแจกจะแจกคู่กับถุงยังชีพตามภาพด้านซ้าย ซึ่งถุงข้าวสารรวมไทยสร้างชาติแฟร์นี้ ใช้แจกจ่ายในพื้นที่ของจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานีจนหมด ดังนั้นในจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้ใช้วิธีไปซื้อข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม จากร้านค้าทั่วไปซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อ
หลังจากนั้นท่าน สส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล จึงได้ไปสั่งทำ สติกเกอร์ของท่านพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค ติดบนถุงข้าวสารเหล่านั้นโดยไม่ได้แจ้งให้ท่านทราบ
เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดจากความหวังดีของทีมงาน สส.พิมพ์ภัทรา ได้เปิดถุงยังชีพของ ปตท. ออกดู จึงเห็นว่า ในถุง ปตท. มีข้าวสารอยู่แค่ 2 กิโลกรัม จึงมีความคิดว่า นำข้าวสาร 5 กิโลกรัมที่ท่านพีระพันธ์ุฯให้มาแจก ใส่เพิ่มเข้าไปในถุงยังชีพ เพื่อให้ผู้ที่รับถุงยังชีพถือกลับบ้านได้อย่างสะดวกไม่ต้องถือเป็น 2 ถุง คือถุงยังชีพ 1 ถุงและข้าวสารท่านพีระพันธ์ุอีกหนึ่งถุงเหมือนภาพด้านซ้ายมือ หลังจากเอาข้าวสารของท่านพีระพันธุ์ใส่ในถุงแล้ว
ด้วยความหวังดีของน้อง ๆ อาสาสมัครที่มาช่วยงาน เห็นว่าในถุงยังชีพมีข้าวสารของท่านพีระพันธุ์อยู่ด้วย ประกอบกับสติกเกอร์ท่านพีระพันธ์ุ ที่ใช้สำหรับแปะถุงข้าวสาร ยังเหลืออยู่ จึงเอาแปะเข้าไปบนถุงยังชีพด้วย
สำหรับถุงยังชีพนี้ ทางทีมงาน สส. พิมพ์ภัทรา ก็เป็นผู้ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนจาก ปตท. โดยตรง จะเห็นได้ว่ากระบวนการ ในการจัดเตรียมและแจกถุงยังชีพในครั้งนี้ ท่านพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และไม่ได้มีเจตนาที่แสวงหาประโยชน์จากเรื่องนี้แต่อย่างใด
ดังจะเห็นได้ว่าในพื้นที่ของจังหวัดชุมพรและจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งมีการแจกถุงยังชีพในวันดังกล่าวเหมือนกัน แต่ไม่มีที่ใดมีการแปะสติกเกอร์ของท่านบนถุงยังชีพแม้แต่ถุงเดียว ซึ่งถ้าท่านมีเจตนาจะแสวงหาผลประโยชน์จากกระทำการดังกล่าวแล้ว จะต้องสั่งการให้ทั้งสองที่นั้นทำเหมือนเหมือนกัน
เหตุการณ์นี้ ทำให้นึกถึงหนังเรื่องพิภพมัจจุราช ที่เคยดูตอนเด็ก ๆ มีอยู่ตอนนึงที่มีตัวละคร ในเรื่องไปเหยียบมดหรือแมลงโดยไม่ได้ตั้งใจและเจ้าตัวก็ไม่ทราบเพราะไม่เห็น เจ้ามดหรือแมลงนี้ก็นำความไปฟ้องยมบาล พอท่านได้สืบสาวเรื่องราวต่าง ๆ ท่านก็ตัดสินว่าตัวละครตัวนั้นไม่มีความผิดเนื่องจากไม่มีเจตนาและไม่ได้ทราบการกระทำนั้น ให้มดหรือแมลงนั้นอโหสิกรรมให้
แต่ในเรื่องถุงยังชีพนี้ยิ่งกว่านั้นอีกครับ คือคนที่เหยียบมดหรือแมลงนั้น ท่านพีระพันธ์ุก็ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่รู้เรื่องด้วย เรื่องนี้ถ้าให้ยมบาลตัดสิน ท่านคงพ้นผิดและไม่บาปเพราะไม่ใช่การกระทำของท่าน ในทางตรงกันข้ามการนำข้าวสารไปแจก เป็นเจตนาที่ดีย่อมเป็นกุศลกรรมคุ้มครองให้ท่านปลอดภัยจากมารทั้งหลายทั้งปวง ถ้ามาตรฐานจริยธรรมมาจากรากฐานทางคุณธรรมของมนุษย์แล้ว ผมว่าท่านก็ไม่ผิดแน่นอนครับ