กูรูการเมืองมองท่าที "อนุทิน" สงบนิ่งรอจังหวะต่อรอง-หาแนวร่วม!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“ศักดา นพสิทธิ์” มองท่าที "อนุทิน" สงบนิ่งรอจังหวะต่อรอง-หาแนวร่วม หลังมีข่าวลือสลับกระทรวง

จากระแสข่าวศึกในพรรคร่วมรัฐบาลกันบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสการปรับ ครม. ซึ่งพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ต้องเก้าอี้ รมว.มหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย ทำให้มีกระแสข่าวหลุดข่าวลือว่าคุยกันแล้วเคลียร์กันแล้วจนพรรคภูมิใจไทยต้องออกมาปฏิเสธข่าวพัลวัน

กระแสร้อนแรงเรื่องการปรับ ครม.ที่เกิดขึ้น ในมุมมองของกูรูการเมืองอย่าง นายศักดา นพสิทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยต้องการกระทรวงมหาดไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจ

ศักดา นพสิทธิ์ รายการเข้มข่าวค่ำ
นายศักดา นพสิทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย

โดยนายศักดา วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึงสู้กันหนักหน่วงนาดนี้ เพราะว่า ในทางการเมืองเข้าใจกันดีว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีบทบาทมาก การแบ่งเกรดของกระทรวงต่าง ๆ มีอยู่สองกรณี กรณีแรกคือเรื่องงบประมาณและการบริหารจัดการ อีกหนึ่งกรณีคือเรื่องของบทบาท กระทรวงมหาดไทยมีงบประมาณมาก แต่ความสำคัญที่มากกว่านั้นคือบทบาทของเจ้ากระทรวงที่ดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารบุคคล รวมถึงช่วงเดือนกันยายนซึ่งเป็นช่วงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณให้ปรับในช่วงนี้

ส่วน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะยอมปล่อยมือจากกระทรวงนี้หรือไม่ นายศักดาระบุว่านายอนุทินเล่นการเมืองมานานจนดูว่าท่าทีอาจไม่หวั่นไหว สงบนิ่งกับสถานการณ์ แต่ในใจลึก ๆ ต้องมีความรู้สึกบ้าง แต่โวยวายออกไปก็ไม่ได้อะไรจึงต้องนิ่งเพื่อไปหาแนวทางเจรจาต่อรองหรือหาแนวร่วม

หากนายอนุทินหลุดจากเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยและต้องไปนั่งเก้าอี้กระทรวงอื่น ทิศทางการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร นายศักดา มองว่า นายอนุทินอาจไม่พอใจในการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีหรือพรรคเพื่อไทย เพราะตอนที่ตั้งรัฐบาลขึ้นมาด้วยกันได้ดูแลกระทรวงที่มีบทบาททั้งเรื่องงบประมาณและการบริหาร รวมถึงการประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ แต่พอตั้งหลักได้แล้วก็จะมาเอาคืน อาจสั่งสมความไม่พอใจจากการปรับ ครม.ครั้งนี้ ซึ่งอาจจส่งผลกระทบไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย เพราะเชื่อว่ารัฐบาลสมัยหน้าก็จะเป็นรัฐบาลผสมเหมือนเดิม ซึ่งประเด็นขัดแย้งจากการปรับ ครม.ครั้งนี้ก็อาจถูกนำไปเป็นเงื่อนไขได้ หากทั้งสองพรรคต้องมาจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งหน้า

ส่วนเรื่องชายแดน เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และเรื่องปรับ ครม. ที่รัฐบาลกำลังถูกรุมเร้าและอยู่ระหว่างพูดคุย หาข้อสรุป จะรับมือไหวหรือไม่ พวกนี้ต้องแยกคนละส่วน

โดยกรณีเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มีทั้งข้อดีข้อเสีย กระแสหนุนและกระแสต้าน สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลพวงของรัฐบาลเหมือนกัน ถ้าตอนนี้รัฐบาลไม่สนใจประชาชนแต่สนแค่เสียงในสภา การปรับ ครม.ก็อาจมีผลต่อเสียงในสภา ซึ่งต้องไปว่ากันในช่วงเลือกตั้งว่าประชาชนจะลงคะแนนเสียงแบบไหน แต่หากการปรับ ครม.ครั้งนี้ทำให้เกิดความไม่พอใจจนเก็บสะสมไว้ ถึงเวลานั้นประชาชนก็อาจไม่เห็นด้วย รัฐบาลที่เป็นหลักโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยก็อาจล้มหรือเสียหลักได้เช่นกัน

ส่วนกรณีปัญหาชายแดนเป็นปัญหาเชิงข้อเท็จจริงและยุทธวิธีของฝ่ายความมั่นคงซึ่งมีทหารเป็นหลัก แต่วันนี้เรามีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเป็นพลเรือน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าบริหารกลไกทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงแบบพลเรือนหรือการทหาร ซึ่งเราเคยมีนักการทหารที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชาในเชิงนโยบาย แต่วันนี้ท่าทีเปลี่ยนไป ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นไปตามโควตาของพรรคเพื่อไทยที่อยากคุมเรื่องนโยบายความมั่นคงภายในหรือแค่อยากรู้ความเคลื่อนไหวของทหารว่าจะมีการปฏิวัติหรือการรัฐประหารหรือไม่ ซึ่งถ้ามองแบบนั้นถือว่าการบริหารงานเรื่องความมั่นคงถือว่าอ่อนมาก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ