สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิ เผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,167 คน หัวข้อ การชุมนุมทางการเมืองในสายตาคนไทย 2568 โดยมองว่าการชุมนุมแม้สร้างการมีส่วนร่วม แต่ยังกังวลเรื่องความรุนแรง และส่วนใหญ่ไม่สนใจเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองเลย คิดเป็นร้อยละ 38.39
ขณะที่อีกร้อยละ 30.68 แม้จะยังไม่เคยเข้าร่วม แต่แสดงความสนใจว่าจะเข้าร่วมในอนาคต เมื่อถามถึงบทบาทของการชุมนุมทางการเมืองในปัจจุบันต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่มองว่ามีบทบาทในระดับปานกลาง ร้อยละ 48.93 และร้อยละ 26.48 เชื่อว่ามีบทบาทมาก สำหรับจุดเด่นของการชุมนุมทางการเมือง มองว่าการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดคิดเป็นร้อยละ 55.28
ด้านจุดด้อยของการชุมนุม ส่วนใหญ่ มองว่า มีความเสี่ยงต่อความรุนแรง ร้อยละ 48.16 และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ร้อยละ 47.13
จากผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่สนใจเข้าร่วมการชุมนุม รับรู้ถึงคุณค่าของการมีส่วนร่วมและการแสดงออกทางการเมือง แต่ยังมีความกังวลด้านความปลอดภัยและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมา
หวังนายกฯ ลาออก และไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร
ส่วนความเห็นว่า เมื่อมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น ส่วนใหญ่คาดหวังให้เกิดการลาออกของผู้นำรัฐบาลคิดเป็น ร้อยละ 58.58 รองลงมาคือการยุบสภาหรือการเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 57.03 สำหรับกรณีสมมติว่าหากเกิดการรัฐประหารในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าเป็นการละเมิดระบอบประชาธิปไตย คิดเป็นร้อยละ 42.50
อย่างไรก็ตาม ยังมีร้อยละ 28.96 ที่เห็นว่าหากเป็นทางออกจากวิกฤติทางการเมืองก็อาจยอมรับได้ ขณะที่อีกร้อยละ 16.80 ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง และร้อยละ 11.74 ไม่มีความเห็นหรือยังไม่แน่ใจ
ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าแม้ประชาชนจะมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองผ่านการชุมนุม แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะต้องการให้การเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมากกว่า
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ อาจารย์ประจำ หลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึง ผลการสำรวจข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 กิจกรรมการชุมนุมเกิดขึ้นเพื่อแสดงถึงความไม่พอใจในนโยบายของรัฐบาลไทยต่อประเด็นความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาและท่าทีของนายกรัฐมนตรีไทยต่อปัญหาดังกล่าว
การชุมนุมครั้งรั้นี้เนี้ป็นการชุมนุมใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากซึ่งถือเป็นครั้งรั้แรกในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการแสดงออกของประชาชน
สอดคล้องกับผลสำรวจที่เชื่อว่าการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบดังกล่าวจะสามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง หรือการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ อันเป็นไปตามแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย และต้องไม่ใช้การรัฐประหารเป็นทางออกเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนเช่นที่ผ่านมา
นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า จากผลสำรวจประชาชน มองว่า การชุมนุมเป็นสิทธิที่พึงมี แต่ไม่ได้เชื่อว่าเป็นทางออกที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างแท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมามักตามมาด้วยผลเสียมากกว่าประโยชน์ของประชาชนแม้รัฐประหารเคยถูกมองว่าเป็นทางออกในบางช่วงเวลา แต่บทเรียนที่เจ็บปวดจากหลายครั้งหลายหน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจนอกระบบอีกต่อไป