นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประชุมหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา อาทิ ผู้ประกอบการธุรกิจ ร้านอาหาร โรงแรม โลจิสติกส์ และมีนายตุลย์ ไตรโสรัส เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมด้วย
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ที่เชิญมาประชุมวันนี้ เราเข้าใจความห่วงใยของท่านที่มีต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งตนไม่ขออธิบายความเพราะคงทราบกันดีว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร
ในส่วนของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ ทราบอย่างดีว่าภาคเอกชนได้รับผลกระทบในขณะนี้ จึงอยากมาฟังว่าผลกระทบที่ได้รับเป็นอย่างไรบ้าง และระหว่างที่เรากำลังหาทางเจรจาแก้ไขปัญหากับฝ่ายกัมพูชา เราจะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบด้วยมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง
โดยวัตถุประสงค์วันนี้ คืออยากรับฟัง และอยากเรียนว่าสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เราเป็นเพื่อนบ้านกันอย่างไรเราต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะสันติภาพ เสถียรภาพ ความก้าวหน้าของเขาก็คือเสถียรภาพ ความก้าวหน้าของเราด้วย ซึ่งความสัมพันธ์ควรจะเป็นเช่นนั้น
โดยสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่สถานการณ์ที่ฝ่ายไทยพึงประสงค์ และตลอดเวลาที่ผ่านมาเราพยายามที่จะยื่นมือเพื่อขอพูดคุย ขอแก้ไขด้วยสันติวิธี ด้วยการเจรจาทั้งสองฝ่าย
แต่ที่น่าเสียใจในความรู้สึกของตนคือเห็นว่าเขาพยายามบ่ายเบี่ยงที่เจรจาอย่างจริงจัง จึงไม่แน่ใจว่าเขาตั้งใจจะเจรจาหรือไม่ และพยายามสร้างความได้เปรียบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราเห็นได้ชัดว่าไทยอยากเน้นการพูดคุยสองฝ่ายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เขาพยายามจะไปเวทีระหว่างประเทศ
นายสีหศักดิ์ ยังได้เล่าย้อนถึงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA ตนในฐานะที่เป็นนักการทูตด้วยกัน ก็ได้บอกเขาว่าต้องหาวิธีแก้ปัญหา หาจุดร่วมกันให้ได้ ต่อมาสหรัฐฯ ได้ประสานให้มีการประชุม 4 ฝ่าย ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา เขาช่วยประสานและพบกันไม่นาน เราต้องการให้ภาพออกมาดี ไม่ได้เน้นเพียงแค่มาประชุม อยากให้เห็นความคืบหน้าการพูดคุยทั้งสองฝ่าย
แต่พอวันรุ่งขึ้น ก็แปลกใจที่มีการกล่าวหาไทยในหลายเรื่อง จนตนคิดว่าเป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างความได้เปรียบของเขา จึงจำเป็นต้องชี้แจงและพูดจากมุมมองของไทยว่า ที่ผ่านมาเราพูดอย่างตรงไปตรงมาและความรู้สึกของคนไทยเป็นอย่างไรตนก็คงต้องพูดตามนั้น นี่คือบรรยากาศที่นิวยอร์ก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวด้วยว่า วันนี้เราเริ่มที่จะคุยกันว่าจะทำให้ความสัมพันธ์กลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งเราสามารถดำเนินความสัมพันธ์ได้แต่ยังไม่ไปถึงจุดนั้น ท่าทีของเราคือการปกป้องอธิปไตย และเราไม่กลัวที่จะเจรจากับเขาตราบใดที่มีการเจรจาอย่างจริงจัง
ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำใน 4 ประเด็นที่หลักของไทย คือ 1. เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณชายแดน มีการตรวจสอบ โดยคณะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน 2. การกู้ทุ่นระเบิด 3. การปราบสแกมเมอร์บริเวณชายแดน และอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่ใช่ไทยได้รับผลกระทบอย่างเดียวแต่มีผลกระทบไปทั่วโลก และ 4. ส่วนการจัดการกับพื้นที่ชายแดนที่มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามา
ซึ่งเรามั่นใจว่าเป็นการรุกล้ำเข้ามาจริง แม้ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ แต่พื้นที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว ขยับออกมาไกลกว่าพื้นที่อ้างสิทธิ์และเป็นปัญหาที่ค้างมานานแล้วตั้งแต่กัมพูชามีสงครามกลางเมือง และไทยได้เปิดชายแดนตามหลักมนุษยธรรม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องดำเนินการเรื่องการรุกล้ำเข้ามา
ซึ่งเหล่านี้ถ้ามีความคืบหน้าก็สามารถดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนได้ รวมถึงจะทำให้เรื่องการค้าบริเวณชายแดนดีขึ้นเพียงแต่ต้องให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นก่อน
นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ประเทศมหาอำนาจ ต้องการที่จะช่วยเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งที่จริงเราอยากแก้ไขปัญหากับกัมพูชาสองฝ่าย แต่ถ้าเขาหวังดีอยากต้องการเป็นผู้ประสานไทย ไม่ใช่ผู้เจรจาเราก็ไม่ขัดข้อง หากเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดความคืบหน้าในการเจรา
นายสีหศักดิ์ ยังย้ำว่า เรื่องผลกระทบรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจ และแน่นอนว่าเรื่องสันติภาพไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยืนยันจะทำอย่างเต็มที่ จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะ