องค์กรภาคประชาชน 4 องค์กร ได้แก่ สภาองค์กรของผู้บริโภคมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ประมาณ 50 คน นำโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน , น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม และลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมต่อประชาชน
นายปานเทพ ระบุว่า วันนี้ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทั้งหมด 8 ข้อ หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงแล้ว รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยต้องลดราคาน้ำมันดีเซล ไม่ใช่ลดแค่ 2 บาทต่อลิตร เพราะมีกำไรจากค่าการกลั่นมากเกินควรถึง 14.40 บาทต่อลิตร มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาการตลาดเฉลี่ยสองวันมีกำไรเกินควร 5.90 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
สำหรับข้อเสนอข้อแรก ขอให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงจากการอิงโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อจากสิงคโปร์ เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันระหว่างสิงคโปร์และโรงกลั่นไทย รวมทั้งค่าสำรองน้ำมัน
ข้อ 2 ห้ามใช้เอทานอลและไบโอดีเซล ผสมน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ยกเว้นมีราคาต่ำขึ้นไปของราคาน้ำมันพื้นฐาน
ข้อ 3 ยกเลิกการให้ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวในราคาที่สมมุติว่านำเข้าจากซาอุดีอาระเบียวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า แล้วให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่
ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อนด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
ข้อ 4 กำหนดค่าการกลั่นที่เป็นจริงและเป็นธรรมแก่ประชาชน ไม่เกิน 2.5 บาท/ลิตร ส่วนเกินจากนั้นควรนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น และให้เรียกคืนเงินชดเชยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอย ที่เกินจาก 2.5 บาทต่อลิตร คืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อ 5 ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยตรวจสอบย้อนหลังเพราะไม่ได้ ดำเนินการตรวจเช็คสต๊อคเก่าก่อนมีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ได้กักตุนน้ำมันสต๊อคเก่าที่ได้รับชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ก่อนนำมาขายในราคาใหม่ จึงขอให้รัฐมนตรีเรียกคืนเงินส่วนเกินนั้นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อ 6 ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันมีอำนาจที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นที่สูงเกิน 2.5 บาท/ลิตร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อ 7 รัฐบาลไม่มีความจำเป็นและต้องหยุดการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1-6 แล้ว ก็ไม่มี ความจำเป็นต้องกู้เงิน
ข้อ 8 ส่งเสริมการพึ่งตัวเองของประชาชนด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซล่าบนหลังคาได้โดยสะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติมีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วยราคาไฟฟ้าได้ มีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ net billing พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงมารับหนังสือด้วยตนเอง พร้อมกับระบุว่า ยินดีรับข้อเสนอ ข้อเสนอหลายข้อที่ยื่นมาตรงกับสิ่งที่ต้องการดำเนินการอยู่แล้วพอดี และวันนี้ยังยืนยันไม่เห็นด้วยกับการมีองค์กรหรือกองทุนน้ำมันที่มีอำนาจมากมายขนาดนี้ แต่จะเห็นว่าในช่วงนี้กองทุนน้ำมันเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากเดิมติดลบวันละ 2,000 กว่าล้านบาท ตอนนี้ตัวเลขติดลบแทบเป็นศูนย์ แต่กลไกการทำงานต้องปรับปรุง พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ราคาที่ประชาชนได้รับไปเป็นธรรมที่สุด
นายเอกนัฏ บอกอีกว่า การมายื่นข้อเสนอของภาคประชาชนในวันนี้ ไม่อยากให้จบเพียงแค่วันนี้ อยากเชิญชวนตัวแทนมาทำงานร่วมกัน เพื่อติดตามการดำเนินงานของกระทรวงพลังงานว่าข้อเสนอที่ยื่นมาได้ถูกนำไปดำเนินการแก้ไขหรือไม่ หลังจากรับหนังสือร้องเรียนเสร็จเรียบร้อย นายเอกนัฏ ได้เชิญตัวแทนขึ้นไปพูดคุยหารือด้านบนอาคารกระทรวงพลังงาน