ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในโอกาสวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครบรอบ 28 ปี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมประกาศทิศทางการพัฒนาองค์กรในระยะต่อไป โดยระบุว่า การแถลงครั้งนี้ไม่ใช่การรายงานผลงานที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนถึงสิ่งที่สังคมจะได้เห็นจาก กกต. นับจากนี้ เป็นต้นไป
นายแสวง กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และประชาชนทั่วประเทศ ที่ร่วมสนับสนุนการทำงานของ กกต. ตลอดระยะเวลา 28 ปีที่ผ่านมา จนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนและธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยทุกความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และการตรวจสอบจากสังคม ล้วนเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้การจัดการเลือกตั้งของประเทศไทย ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ กกต. สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ
นายแสวง กล่าวว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อองค์กรภาครัฐ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องการเห็นกระบวนการเลือกตั้งที่มีความโปร่งใส รวดเร็ว สะดวก ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย และสามารถตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง
กกต. ตระหนักดีว่าความสำเร็จขององค์กรในอนาคตไม่ได้วัดจากจำนวนการเลือกตั้ง ที่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากระดับความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งและระบบประชาธิปไตยโดยรวม
นายแสวง กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กกต. ได้จัดการเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กับการออกเสียงประชามติ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนเจตจำนงของประชาชน และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย
การปฏิบัติภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงยึดหลักการ 28 ปี การเลือกตั้งที่เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีส่วนร่วม ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการทำงานที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่อนาคต
นายแสวง กล่าวอีกว่า แม้ภารกิจหลักของ กกต. จะยังคงเดิม แต่บริบทของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และความคาดหวังของสังคมที่มีต่อองค์กรภาครัฐ ส่งผลให้ กกต. จำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้จัดการเลือกตั้ง ไปสู่องค์กรที่สร้างและขับเคลื่อนความเชื่อมั่นทางประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ดังนั้น กกต. จึงกำหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรสู่การเป็นองค์กรแห่งความเชื่อมั่นทางประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล ภายใต้หลักสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้
1. การยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การบริหารจัดการเลือกตั้งมีความถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของ กกต. ได้ทุกที่ทุกเวลา
2. การเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น สื่อสารกับประชาชนมากขึ้น และรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น โดยจะพัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนากระบวนการเลือกตั้งร่วมกัน รวมถึงการจัดกิจกรรม “คิดก่อนแชร์” เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารในยุคดิจิทัล และลดการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในช่วงการเลือกตั้ง
3. การพัฒนาระบบกำกับดูแลทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นธรรม โดยนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบค่าใช้จ่ายทางการเมือง และการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาคและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
4. การสร้างพลเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่ โดยมุ่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนส่งเสริมหน้าที่พลเมืองให้กับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน
5. การปรับองค์กรสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลสมรรถนะสูง ด้วยการทบทวนกระบวนการทำงาน ลดความซับซ้อน เพิ่มความคล่องตัว พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล รวมถึงนำระบบบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายแสวง กล่าวย้ำว่า การเลือกตั้งที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ขณะที่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ทุกกระบวนการมีความโปร่งใส และทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม
เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 29 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และพร้อมปรับตัวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่ทันสมัย โปร่งใส และใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งและการทำงานของ กกต. ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสืบไป
เมื่อถามว่าการปรับตัวของ กกต. หลังจากนี้จะทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้น นายแสวงกล่าวว่า จากสโลแกนสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ซึ่งมาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสหประชาชาติ ถือเป็นฐานขั้นต่ำของระบอบประชาธิปไตย ทุกชาติ ทุกการเลือกตั้งต้องมีขั้นต่ำแบบนี้ และเราพยายามที่จะให้ผู้ปฏิบัติงาน ทุกคนทำหน้าที่ไปตามสโลแกนนี้ ตนสามารถยืนยันแทนพนักงานได้เลยว่าเราจะไม่มีข่าวเรื่องทุจริต และเราจะทำให้ทุกอย่างเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งอยู่ในแผนงานโครงการที่กำลังเสนอต่อ กกต. ให้ความเห็นชอบ
ส่วนผลการสอบสวนคดีทุจริตเลือกตั้ง กว่า 2,000 เรื่อง จะสามารถพิจารณาได้แล้วเสร็จภายในปีนี้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ที่ผ่านมา กกต. ถูกตำหนิจากการปฏิบัติหน้าที่ของของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) อย่างที่ตนบอกว่า ประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ในช่วงที่เจ้าหน้าที่กำลังทำงาน เพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลายได้ทันที แต่ถ้าเรื่องมันผ่านมาแล้วเหลือแต่พยานบุคคล หลักฐานก็หายาก นี่คือความยากของกระบวนการการสืบสวนสอบสวน ดังนั้นจึงต้องใช้เวลา
นายแสวง ย้ำว่า เราไม่อยากโยนภาระ แต่เมื่อประชาชนเลือกตั้งแล้วกลับบ้าน สุดท้ายเกิดความสงสัยและมีการกล่าวหาว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส หากเราอยากเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นก็ควรมาสังเกตการณ์ ช่วยกันจับตาดู จะไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งเรายินดีและสนับสนุนให้มาดูอยู่แล้ว นั่นคือการแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งตนยืนยันว่าระบบเลือกตั้งที่ออกแบบมา มันโปร่งใสดีอยู่แล้ว ต้องมาช่วยกันตรวจสอบเรื่องคนด้วย ระบบดี คนในระบบก็ต้องดีด้วย