นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสรุปภาพรวมการเดินทางเยือนประเทศไทยของนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการว่า การเยือนในครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะไทย-เมียนมาเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน มีความเชื่อมโยงทั้งด้านมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และประชาชน
รวมทั้งยังเป็นการเดินทางเยือนในช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา ที่นำไปสู่ประชาธิปไตย พาประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้า พัฒนาเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้น
นายสีหศักดิ์ ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของไทยต่อเมียนมา ในระดับทวิภาคีมีประเด็นต่าง ๆ ที่จะต้องพูดคุยกับเมียนมา และร่วมมือกับเมียนมา เพราะบริเวณชายแดนยังมีปัญหาทั้งความมั่นคงชายแดน ที่จะต้องมีความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ยาเสพติด และมลพิษในแม่น้ำ
และไทยยังให้ความสำคัญกับการค้า การลงทุน โดยเฉพาะการค้าชายแดนบริเวณด่านแม่สอดและเมียวดี ซึ่งการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้มีการหารือครอบคลุมทุกมิติ ตรงไปตรงมา สร้างสรรค์
ซึ่งไทย-เมียนมาเห็นตรงกันว่าจะต้องพัฒนาความร่วมมือทุกด้านที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่าง ๆ ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างกันให้เป็นประโยชน์ เช่น คณะกรรมาธิการร่วมไทย-เมียนมา ที่ตนเองและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาเป็นประธาน คณะกรรมการความร่วมมือการค้าไทย-เมียนมา ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2 ประเทศเป็นประธาน และความร่วมมือในระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุดไทย-เมียนมา
นายสีหศักดิ์ ยังระบุว่า ยังมีด่านเชื่อมโยงการขนส่งไทย-เมียนมา-อินเดีย ซึ่งหากสถานการณ์เมียนมากลับสู่ภาวะปกติ ด่านดังกล่าวจะสามารถเป็นช่องทางการค้าหลัก ช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยส่งสินค้าไปยังอินเดียได้ด้วย
นายสีหศักดิ์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ความมั่นคงในระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทยมีเป้าหมายทำให้ชายแดนเมียนมาเป็นชายแดนแห่งสันติภาพ และชายแดนแห่งการพัฒนา ทำให้ประชาชนดำรงชีวิตด้วยความปลอดภัย การค้ากลับสู่ปกติ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน และปราบปรามอาชญากรรมตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะยาเสพติดและการหลอกลวงออนไลน์ ที่เป็นภัยคุกคามต่อโลก รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดนที่กระทบประชาชน 2 ประเทศ และอนุภูมิภาค
ซึ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดจะต้องมีการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งยาเสพติดและสารตั้งต้น โดยประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการปลูกพืชทดแทนในรัฐฉาน การแก้ไขปัญหาหลอกลวงออนไลน์ จะร่วมมือระหว่างหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ร่วมมือด้านข่าวกรอง และการตัดเส้นเงินเครือข่ายอาชญากร การแก้ไขปัญหาหมอกควันจะเพิ่มความร่วมมือ 3 ฝ่ายระหว่างไทย-เมียนมา-สปป.ลาว รวมถึงระดับทวิภาคีไทย-เมียนมา
ซึ่งที่ผ่านมาความร่วมมือนี้ได้ดำเนินการไปด้วยดี และไทยพร้อมช่วยเมียนมาในการเพิ่มความสามารถทางเทคนิคในการแก้ปัญหา และในการแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำ ได้มีการลงนาม TOR ระหว่างไทย-เมียนมา เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์และความร่วมมือ
โดยคณะทำงานนี้จะมีการพบปะกันเร็ว ๆ นี้ และฝ่ายไทยจะไปลงพื้นที่ดูจุดที่เกิดปัญหา ดูสถานการณ์ และหารือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่วนเรื่องการเชื่อมโยงเมียนมาสู่ภูมิภาคนั้น นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยได้ย้ำต่อประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในการพาเมียนมากลับสู่อาเซียน เพราะเห็นว่า เมียนมาน่าจะมีความสำคัญกับอาเซียน ในช่วงที่โลกเจอกับความผันแปร ซึ่งไทยพร้อมอำนวยความสะดวกเมียนมา แต่เมียนมาก็ต้องตอบสนองต่อข้อกังวลต่าง ๆ ด้วย และไทยอยากเห็นเมียนมามีสันติภาพและเสถียรภาพ ประชาชนมีความสุข
ซึ่งประเทศไทยได้ย้ำฉันทามติ 5 ข้อ โดยที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมา ก็จะสังเกตการณ์ให้เกิดความเป็นจริงที่ความรุนแรงจะลดลง พลเรือนไม่ได้รับผลกระทบ มีกระบวนการพูดคุยที่เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายอย่างน่าเชื่อถือ หรือค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้มีความคืบหน้า และการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม รวมถึงประเด็นนางอองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ที่อาเซียนให้ความสำคัญ
ประเทศไทยรู้สึกดีใจที่เมียนมามีพัฒนาการ ซึ่งไทยไม่ใช่กระบอกเสียงเมียนมา แต่เห็นถึงพัฒนาการที่กาชาดสากลได้เข้าพบนางอองซาน ซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้า และหวังว่าในอนาคต เมียนมาจะให้ผู้แทนพิเศษอาเซียน หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ได้พบนางอองซานฯ ด้วย
และไทยหวังว่า รัฐบาลเมียนมาจะเดินหน้ากระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยต่อไป เพื่อสันติภาพและความมั่นคง ซึ่งสิ่งใดที่ไทยอำนวยความสะดวกได้ ไทยก็พร้อมอำนวยความสะดวก หรือสื่อสารต่อประชาคมโลก และเชื่อมโยงเมียนมาสู่อาเซียน
ในช่วงของการตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบว่า มีการย้ำถึงเรื่องพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงมลพิษข้ามแดน ซึ่งทางเมียนมามีความจริงใจในการแก้ปัญหาอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การตั้งคณะทำงานถือเป็นก้าวที่สำคัญ และคงต้องไปดูการทำงานของคณะทำงาน แต่ไทยก็จะต้องมีการตื่นตัวด้วยเพื่อให้เห็นผล ซึ่งตนมีการเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาไปลงพื้นที่ด้วยกัน เป็นเรื่องที่ต้องพยายามขับเคลื่อน และคงต้องติดตามดูผลต่อไป แต่ย้ำว่าไทยมีกรอบต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ
ส่วนเรื่องความปลอดภัย ไทยได้มีการเน้นย้ำ ซึ่งดีที่สุดคือทางการของเมียนมาสามารถพูดคุยกับชนกลุ่มน้อยว่าจะลดความรุนแรงอย่างไร และนำไปสู่สันติภาพ แต่อย่างน้อยขณะนี้ก็ต้องพยายามไม่ให้ความรุนแรงนั้นส่งผลมาถึงประเทศไทย
เมื่อถามต่อว่า นายมิน อ่อง หล่าย ยอมรับบทบาทของไทยในการอำนวยความสะดวกเรื่องสันติภาพหรือไม่ นายสีหศักดิ์ เชื่อว่า ทางการเมียนมาเห็นถึงความปรารถนาดีของไทย ซึ่งถ้าหากมีความพร้อมเมื่อไหร่ ไทยก็พร้อมที่จะแสดงบทบาทนี้ แต่ที่ผ่านมาทางการเมียนมาก็คงเห็นว่า ไทยได้ช่วยเหลือในกระบวนการพูดคุยตามชายแดนของไทยในหลายกลุ่มด้วยกัน