“ผมเป็นคนที่แพ้คนที่ดูแล ตอนเราเป็นศิลปินเขาจะเป็นคนมาเทคแคร์ดูแลในตอนนั้นที่เขายังทำงานอยู่ ดูแลศิลปินแล้วก็ผมชอบคนทะมัดทะแมง ทำงานเก่งแล้วที่สำคัญคือเป็นผู้หญิงที่ออกแมนๆ ลุย ๆ ชอบก็เลยหมายตาไว้ตั้งแต่ตอนนั้น” แมว จิรศักดิ์ รำลึกถึงจุดเริ่มต้นความรักระหว่างตัวเขาและ “แหนว” ภรรยาสุดที่รักของเขาไว้เช่นนั้น ขณะที่ฝ่ายภรรยาก็เสริมในประเด็นนี้ว่า
“ผมมีคติประจำใจอยู่อย่างหนึ่งคือคำว่าเพื่อนมันไม่เคยหายไปไหน บางคนบอกว่าตอนเป็นเพื่อนกันพอจีบความเป็นเพื่อนจะสูญเสียไปกลายเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับผมผมคิดว่าความเป็นเพื่อนยังอยู่ ตรงกันข้ามเขาเป็นเพื่อนแท้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา ภาษาคนแก่เขาเรียกว่ากัลยาณมิตร” แมว อธิบาย ซึ่งฝ่าย “แหนว” เองก็เสริมว่า
“มีความรู้สึกว่ามันไม่ควรทำให้บรรยากาศเดิม ๆ ที่ดีอยู่แล้ว เปลี่ยนไปคือเราเป็นเพื่อนกันเราสนุกยังไง คุยกันเข้าใจยังไงพอแต่งงานกันแล้วอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่ควรจะหายไป คือพอเราสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่าครอบครัว เราสร้างให้มันมาบังความเป็นเพื่อนของเราเพื่ออะไร มันเลยทำให้หลาย ๆ คู่อยู่ด้วยกันแล้วมันมีการสร้างขึ้นมามาก เกินไป เราอยู่กันอย่างธรรมชาติ เรากลับมาแหนวไปเที่ยวกันเถอะ ไปหาอะไรกินกันอะไรอย่างนี้คือการพูดคุยการเข้าหามีความเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นสามีภรรยา”
“ภรรยาผมค่อนข้างที่จะน่าเกรงใจเพราะว่าเขาเป็นคนที่...หนึ่งเขากุมชะตาชีวิตผมไว้เพราะว่าตารางคิวงานผมอยู่ที่เขาหมด ผมไม่รู้เลยว่าวันๆหนึ่งผมต้องทำอะไรบ้างเขาเป็นคนที่สั่งการอย่างเดียววันนี้ไปโน้นไปนี้เสร็จปุ๊บเช็คอยู่ไหนเช็ค เพราะผมก็เลยเกรงใจเขา”
“ส่วนใหญ่ถ้าว่างผมก็ขนไปกันหมดเลย ผมโชคดีอย่างหนึ่งเวลาทำงานผมจะทำงานที่บ้านเป็นสตูดิโอที่บ้านนั่งทำเพลงอยู่บ้าน ก็เลยอยู่ใกล้ชิดกันแล้วก็ค่อนข้างมีความที่ติดกันไปตลอดเวลา เลาไปต่างจังหวัดก็พากันไป เพราะว่าเขาก็ต้องดูคิวให้ผมด้วยบางทีเขาก็ช่วยประสานงานให้ผมก็เลยต้องไปด้วยกัน”
“ทิกเกอร์จะออกไปในทางแอคติ้งแสดงคืออกไปทางคุณกี้มากกว่า แต่พออายุสักประมาณ 12-13 สงสัยจะเริ่มจีบหญิง เริ่มให้พ่อสอนเล่นกีต้าร์ ทิกเกอร์จะออกไปสายทำเพลงเล่นกีตาร์”
ทั้งหมดล้วนมีส่วนทำให้ “แมว จิรศักดิ์” มิใช่เพียงนักร้องนักดนตรีแนวร็อกอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป ทว่าเป็นคุณพ่อร็อกเกอร์ที่มีหลังบ้านอันแข็งแกร่งที่ทำให้เขาพร้อมที่จะก้าวออกไปสู่สมรภูมิเพลงร็อกที่เขารักได้อย่างเต็มที่ และมีความสุข