ตุ้ม ผุสชา เริ่มต้นเล่าให้สองสาวรายการ "บางกอกซิตี้ เลขที่ 36" ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงว่า ตั้งแต่เด็กเป็นคนที่ชอบร้องเพลง ด้วยความที่แม่ชอบร้องเพลง พ่อชอบฟังเพลง พี่ๆ ก็ร้องรำทำเพลงกันหมดทั้ง 4 คน เหมือนเป็นการปลูกฝังกันมา ในขณะที่พ่อก็ส่งเสริมด้วยการให้ไปเรียนเปียโน เรียนร้องเพลงกับโรงเรียนดนตรีวาทินี ซึ่งทำให้ได้เป็นนักร้องประจำวง เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนด้านโทรทัศน์ จนใกล้จะจบได้พบกับ พี่แต๋มชรัส จึงได้ชักชวนให้อัดเพลงออกอัลบั้ม
"ชีวิตเราถ้ารู้ว่าชอบอะไร เราจะไม่สะเปะสะปะ ส่วนตัวชอบร้องเพลงเมื่อใจอยากจะร้อง ฉะนั้นจึงไม่ได้ยึดอาชีพนักร้อง แต่ยึดอาชีพทำโทรทัศน์อย่างที่เรียนมา และเอาความชอบร้องเพลงมาทำรายการทีวี ทำรายการคอนเสิร์ตคอนเทสต์ ทำรายการจันทร์กระพริบ ตุ้มเชื่อว่าการทำงานทุกอย่างมีความเหนื่อย ท้อ ลำบาก แต่ถ้าเราไม่รักมัน เราจะไม่ทน เราจะบอกตัวเองเหนื่อยแค่ไหนก็สนุกดี ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เขียนบท แต่งหน้าทำผมให้คนอื่น แต่งตัว หาอุปกรณ์ประกอบฉาก บรีฟแขกรับเชิญ หาข้อมูล รวมถึงเป็นพิธีกรเอง"
พิธีกรรุ่นใหญ่ ยังบอกด้วยว่า ได้เข้ามาทำพิธีกรโดยบังเอิญเป็นเหมือนตัวแทน ด้วยความที่คนที่รายการเลือกมาสายจึงต้องมาทำแทน ทำมาเรื่อยๆ เพราะรู้สึกอิน สนุก คนดูก็สนุก ด้วยความที่เป็นคนเบื้องหลังก็จะรู้ว่าคนเบื้องหน้าต้องการอะไร
"สิ่งที่เบื่อตอนนั้นคือถูกต่อว่าเรื่องหน้ามันกลม ทำอย่างไรให้หน้าไม่กลม ทุกคนจะมีปัญหากับรูปร่างหน้าตาของเราไปหมด ให้ไปตัดผม ตีฟู แต่งตัวอลังการ ใส่รองเท้า ใส่สร้อยเต็มตัวออกไปทำรายการ มันไม่เป็นตัวเอง แต่ในที่สุดพอทำไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่ได้ออกเสียที เราก็ทำใจกับเสียงติชม ซึ่งเราก็มาคิดดูคนว่าเราไม่สวย ตัวใหญ่ พูดแต่รูปร่างหน้าตา แต่ไม่ได้พูดว่าเราทำงานไม่ดีนะ เราก็แค่ไปแก้ภายนอกรูปร่างหน้าตาเรา"
ถามว่าที่ผ่านมาทำงานในวงการบันเทิงมาหมดทุกอย่างชอบทำอะไรมากที่สุด "ตุ้ม-ผุสชา" ตอบว่า ชอบทุกอย่างที่ได้ทำ เพราะทำให้มีความสุขงานแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดนั่นคือ การทำเบื้องหลังรายการทีวี
"การที่จะทำรายการทีวี อย่างแรกคิดให้แตกต่างจากคนอื่น หากทำเหมือนคนอื่นก็เท่ากัน คิดแล้วทำให้สุด เก็บรายละเอียดให้ครบถ้วน เด็ดยอดเอาสิ่งที่จำเป็นที่ดีที่สุดมาออก เพราะรายการทีวีมีเวลาน้อยเสนอหมดก็เหมือนบุพเฟ่ต์ หากเราเอาแต่ยอดมาคนดูก็จะรับได้ มีอะไรให้จำให้เขาเห็น และต้องทำแบบสู้ไม่ถอย รายละเอียดต้องเต็มที่กับมัน บอกตัวเองว่าฉันทำงานนี้เต็มที่ที่สุด อย่าดูถูกคนดู คนดูมีทุกสิ่งทุกอย่างให้ดู คนดูให้โอกาสให้เวลามานั่งดูเรา เราต้องทำให้ดีที่สุด"
ส่วนเคล็ดลับการดูและเสียง รวมถึงการใช้เสียง พิธีกรคนเก่ง บอกว่า จะต้องไม่ทำลายเสียง ไม่ดื่ม ไม่สูบ อย่าตะโกน พูดให้พอดี เพราะจะกระทบเส้นเสียง และต้องใช้เสียงให้ถูกต้อง เปิดคอให้เป็น ต้องพูดด้วยเสียงชัดเจน จะแหบก็ต้องชัดเจน ความเร็วก็ต้องพอดี
นอกจากงานในวงการบันเทิง นักร้องเสียงคุณภาพ ยังได้เปิดโรงเรียนสอนดนตรีเล็กๆ ชื่อ โรงเรียนดนตรีและศิลปะผุสชา Middle - C ที่บ้านย่านลาดพร้าว 64 มากว่า 20 ปีแล้ว โดยเน้นสอนผู้สูงวัยหรือคนทำงาน อายุตั้งแต่ 40-70 ปี ที่มักจะต้องร้องเพลงหรือมีเพลงร้องเวลาออกมา นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาตัวเอง ซึ่งจะเน้นการสอนสบายๆ ห้องเล็กๆ คนเรียนไม่เกิน 10 คนต่อคลาส และจะสอนด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด
ในขณะที่อีกด้านเธอก็ได้ลงทุนลงแรงในการเป็นจิตอาสาทำวงดนตรีไปเล่นให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ได้ฟังเพื่อผ่อนคลายจากความเครียดและอาการเจ็บปวดเมื่อต้องมาหาคุณหมอ
"เริ่มต้นงานจิตอาสา จากการทำงานจิตอาสาทางด้านดนตรีให้กับเสถียรธรรมสถาน เอาตัวไปทำงานให้ และก็ทำต่อมาเรื่อยๆ แล้วพอมีเครือข่าย แฟนคลับ อยากเล่นดนตรีก็สอนให้ จนในที่สุดเราก็ตั้งเป็นวงดนตรี 15-40 คน จิตอาสาสูงวัยไปร้องเพลงตามโรงพยาบาล ซึ่งมีความสุขมาก เวลาร้องเพลงเห็นผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย คุณหมอพยาบาลยิ้มเรามีความสุข ที่ผ่านมาเราทำงานที่จะหาเงิน วันหนึ่งเรามีบ้างแล้ว อยากทำให้สิ่งที่เรามีสร้างความสุข ทุกคนที่ไปจะมีความสุขมาก"
“บางกอก City เลขที่ 36” จันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.15 น. ทาง PPTV HD ช่อง 36 รับชมย้อนหลังทาง http://pptv36.tv/rkG และ https://tv.line.me/bangkokcity36
ขยัน - ฝึกฝน - มั่นใจ "หนู ธนาสุทธิ์" แนะเคล็ดลับการเป็นนักพากย์