(ข่าวที่น่าสนใจ)
เป็นอีกหนึ่งสาวที่เดินทางล่าฝันบนถนนสายอาชีพนักร้อง จนเป็นที่รู้จักในวงการ สำหรับ พัดชา เอนกอายุวัฒน์ แต่ถนนสายนี้แม้มันจะเคยเรียบหรู แต่วันหนึ่งเมื่อเจอทาขรุขระ ก็ทำเอาเจ้าตัวสะดุดล้มจนเกือบลุกไม่ขึ้น โดย พัดชา ได้เปิดใจถึงการต่อสู้เพื่อเดินต่อไปถึงฝันที่อยู่ปลายทาง ในวันที่ต้องออกจากที่ที่ปลอดภัย และเดินด้วยตัวเอง ในรายการ Young อยู่ ทาง พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 ว่า
“เรารู้สึกว่าเราทำอาชีพเดิมตั้งแต่เราเป็นวัยรุ่น 14 ปี ตั้งแต่ อายุ 20 ก้าวขาออกจากบ้านเอเอฟ (ประกวด) ก็ต้องเป็นมืออาชีพเลย เขาเอาความเป็นมืออาชีพมาให้เราเลย เพราะคุณจะต้องขึ้นเวทีจริง เจอคนจริงๆ ร้องเพลงจริงๆ ไม่เหมือนอยู่ในบ้านที่เหมือนสอบทุกอาทิตย์ เราเป็นนักเรียน ไม่รู้ตัวว่าจะต้องออกมาทำสิ่งนี้จริงๆ ไม่งั้นก็จะไม่กินในบ้านเยอะขนาดนั้น ไม่ต้องมาเหนื่อยลดน้ำหนักทีหลัง
แล้วชีวิตก็เปลี่ยนไปเลย ตอนนี้มันจะมีคำที่เป็นสโลแกนนักล่าฝัน เรารู้สึกว่าเวลานักข่าวสัมภาษณ์ทีไร เรามักจะตอบว่าเหมือนยังอยู่ในความฝันอยู่เลยค่ะ เหมือนเรายังไม่ได้ไปเปิดโหมดชีวิต ชีวิตจริงคือ สมมุติเราใช้ชีวิตมาตรงๆ อยู่ดีๆ แล้วเราก็เจอจุด Academy fantasia เจอทางแยกมาเป็นนักร้อง แล้วเราก็เดินเส้นนั้นมา เราก็ไม่รู้ว่าชีวิตจริงที่แยกเลี้ยวไปอีกข้างที่เราออดิชั่นผ่านมาล่ะ เราทำอะไรอยูนะ เราจะทำอะไรอยู่นะตอนนี้ ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเราไม่รู้จะออกจากฝั่งนี้ได้หรือเปล่าเหมือนกันนะ
ทุกวันนี้เป็นนักร้องไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อน ตั้งแต่หมดสัญญาประมาณ 3 ปีที่แล้ว เพราะว่าเราอยู่ในคอมฟอร์ทโซนมาตลอด เรามีค่ายดูแล เราโน่นนี่นั่น พอช่วงที่ออกก็ดูแลตัวเอง เราได้เห็นชีวิตจริงมากขึ้นเพราะเราไม่มีทีมงานคอยโพรเทคเรา ไม่ได้ออกซิงเกิ้ล เราต้องดิวอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง เออชีวิตจริงมันใกล้เข้ามานะ
แต่ว่า ณ ตอนนื้ ณ ปัจจุบันยังโชคดีที่พี่ๆที่แกรมมี่ ได้ชวนมาทำเพลงด้วย ก็ยังรู้สึกว่ามันไปได้อีก ยังมีอีกก้าวนึง ยังไปได้อีก แต่ในหัวก็แอบคิดนะ เราก็กลับไปวนลูปอีกรอบนึงนะ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเราอยากอยู่ใกล้ในสิ่งที่เราฝัน แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสุข 24 ชั่วโมง เหมือนสมัยเด็กๆ คือเราไม่มีภาระให้ต้องแบก เราเจอแต่บวกๆตลอด ขึ้นเวทีแฟนคลับ เงิน ขนม รอบตัว ทุกวันนี้เราก็จะเจอมากขึ้น เรามีภาระเรามีโลกจริง เราเจอว่าเราไม่ได้งานนี้ ชื่อเสียงไม่มากพอที่จะทำสิ่งนี้ มันก็จะมีภาระที่เราจะต้องเจอในชีวิตจริง ต่อไปนี้เราจะต้องเดินให้ช้าลง เพื่อที่เราจะได้ดิวกับสิ่งที่เราแบกอยู่ไหว”
เกิดการเปลี่ยนแปลง “พัดชา” รับมือกับมันอย่างไร
“นั่งร้องไห้ จริงๆคนเรามันต้องเบรกดาวน์ก่อน พัดรู้สึกว่าเราแก้ปัญหาได้ เรามาคิดเรื่องแก้ปัญหานี้กันดีกว่า มันเหมือนข้ามบางจุดไปนะ พัดรู้สึกว่าว่าการที่เราปล่อยโฮสักหนึ่งเฮือก มันคือการพักแบบนึงเหมือนกันนะ จริงๆเราอยากเป็นนักร้องไปนานๆ เวลาเราเห็นศิลปินรุ่นพี่ที่ทุกวันนี้เขายังได้ขึ้นเวทีทำงานร้องเพลงแล้วเราเห็นความสุขของเขา พัดขึ้นเวทีกับแม่ๆนักร้องรุ่นสุนทราภรณ์ แล้วเขายังขึ้นไปเอ็นเตอร์เทรนด์คนดูได้เจ๋งมาก แม่ก็คือแม่จริงๆ ขนาดเราไม่ใช่แฟนสุนทราภรณ์ เราดูเรายังมีความสุข พอเห็นแบบนี้ เราก็อยากอยู่กับสิ่งนี้ไปทั้งชีวิต เราอยากไปได้ไกลอย่างศิลปินรุ่นพี่ (ยิ้ม)”