เป็นคู่พี่น้องมากความสามารถและเดินรอยตามคุณพ่อเข้าวงการ สำหรับ เอ็ม บุษราคัม และ มิกซ์ เพทาย ลูกของ หม่ำ จ๊กมก ที่ล่าสุดควงกันมาเปิดใจผ่านคุยแซ่บshow ว่าชีวิตลูกตลกที่ไม่ตลกอย่างที่ทุกคนคิด โดนเปรียบเทียบสารพัด หวังหาผลประโยชน์จากชื่อพ่อ ผ่านทาง
จริงไหมช่วงโควิดที่ผ่านมาทั้งครอบครัวไม่ได้เจอกันเลย?
เอ็ม : "ใช่ค่ะ ไม่กล้าเจอกันเอง หมายถึงเรากลัวจะเอาเชื้อไปติดเขาหรือเปล่า ส่วนพ่อ แม่ น้องมิกซ์ก็กลัวเอาเชื้อมาติดหลาน มาติดฝั่งนี้หรือเปล่า กลัวกันไปมา เป็นห่วงกันก็เลยแบบไม่กล้ามาเจอกัน"
ปกติเจอกันบ่อยไหม?
เอ็ม : “ถ้าบ่อยก็ทุกๆ วันเสาร์ อาทิตย์ หลานคนเล็กเพิ่งเริ่มพูดได้ พ่อเขาก็จะติดหลาน ส่วนใหญ่จะนัดเจอกันที่บ้าน ถามว่าช่วงก่อนโควิดเจอกันบ่อยไหม ก็เดือนนึง 2 ครั้ง ด้วยความที่คุณพ่อคิวเขาแน่นมาก เวลาจะไปเจอก็ต้องไปเบียด ไปแทรกงาน กินเสร็จพ่อรีบไป มีงาน”
ก่อนมารักกันแบบนี้ตีกันบ่อยมาก?
เอ็ม : “ด้วยความที่เราห่างกันมาก เกือบ 9 ปี”
มิกซ์ : “ผมเป็นเด็กแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย ผมก็ชอบไปแกล้งพี่ อยากคุยด้วย อยู่โรงเรียนพักเที่ยงก็ต้องเจอพี่สาวอยู่แล้ว ก็จะไปทักทายหน่อย จะไปขอยืมเงิน เดินหนีผมไม่ให้ยืม ผมก็ต้องไปยืมเพื่อนพี่เอ็ม ไปซื้อขนม เพราะยังไม่อิ่ม คือผมได้เงินไปโรงเรียน แต่หมดตั้งแต่เช้าแล้ว แวะซื้อของเล่น พอเที่ยงก็เดินหาพี่สาว พอไม่เจอก็หาเพื่อนพี่สาว”
เอ็ม : “เพื่อนเราก็ให้ แล้วมาเคลียร์กับเรา คือเราไม่รู้เรื่อง น้องมายืมเงิน เราก็ถามว่าอะไร เกี่ยวอะไร แต่สรุปเราก็ต้องจ่ายให้น้อง”
คุณพ่อให้เงินไปโรงเรียนเท่าไหร่?
เอ็ม : “ได้วันละ 150 บาท”
มิกซ์ : “200 ครับ”
เอ็ม : “นอกจากยืมเอ็มไม่พอ หน้าโรงเรียนเขาจะมีขายขนม ไปติดทุกร้านเลย แล้วเอ็มก็ไม่รู้เรื่อง เอ็มจะไปซื้อขนมกิน เขาบอกน้องมาซื้อแล้วนะ จ่ายให้น้องด้วย”
แล้วทำไมมีคนบอกว่า “เอ็ม” อิจฉา “มิกซ์” ตอนเด็ก?
เอ็ม : “ด้วยความที่เราเป็นลูกคนเดียวมานาน เราได้รับทุกอย่างแบบ 100% จนกระทั่งวันนึง คุณพ่อ คุณแม่ บอกจะมีน้อง โมเมนต์นั้นเราดีใจ แต่ผู้ใหญสมัยก่อนชอบพูด เดี๋ยวน้องมาจะเป็นหมาหัวเน่า จะไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรัก มันก็กลายเป็นปมเด็ก เพราะว่าเด็กไม่ได้เข้าใจคำว่าหมาหัวเน่าคืออะไร พอน้องออกมาปุ๊บทุกคนก็เทน้ำหนักไปที่น้อง คนสมัยก่อนเขารู้สึกว่าเด็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็ต้องไปโฟกัสที่คนนั้น จนทำให้เอ็มรู้สึกว่าไม่มีใครสนใจเอ็มเลย ก็เลยรู้สึกอิจฉาน้อง อยากจะได้อะไรก็ได้ ด้วยความที่เขามาตอนที่พ่อ แม่ มีแล้ว”
มันก็จะมีวลีนึงที่บอกว่าเป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง?
เอ็ม : “รู้สึกว่าไม่แฟร์สำหรับเอ็มในตอนนั้น ถามว่าเราเสียสละได้ไหม ก็ได้เป็นบางครั้ง แต่พอเราโตขึ้นมาปุ๊บน้องเริ่มรู้เรื่องแล้ว เราก็จะบอกน้องตลอดว่าที่ผ่านมาพี่เอ็มเสียสละให้เยอะแล้วนะ นี่มันถึงเวลาสำนึกในบุญคุณของฉัน ลูกชิ้นชิ้นนี้เหลือชิ้นสุดท้ายฉันชอบ ฉันจะกิน หนูต้องให้พี่เอ็มนะ น้องก็ให้”
“มิกซ์” เคยรู้ไหมว่าตอนเด็กเราเป็นอย่างนั้น?
มิกซ์ : “คือตอนเด็กพี่เอ็มซื้อของอะไรเขารู้คุณค่า แต่ผมด้วยวัยเท่านั้นซื้อแบบไม่รู้คุณค่า ไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ แล้วแบบซื้อมาแพงมาก 1-2 วันก็พังแล้ว ถ้าในมุมผม พี่คอยเตือนมากกว่าครับ คอยบอกว่าของพี่เขาไม่ได้มีโอกาสเหมือนช่วงผมนะ เขาไม่ได้ได้ทุกอย่างเหมือนผม”
รู้ไหมตอนเด็กเขาแอบอิจฉาเราอยู่?
มิกซ์ : “ไม่ครับ ผมรู้สึกแค่ว่าเขาคอยสอนมากกว่า”
เอ็ม : “แต่เอ็มแอบแทรกความอิจฉาลงไปนิดนึง แต่จริงๆก็สอนเขานั่นแหละ เป็นห่วงเขา อยากสอนน้องว่าน้องควรได้อะไรที่มีคุณค่า แล้วก็เหมาะสมกับช่วงวัยเขา (บอกพ่อแม่ไหม?) เคยพูดนะคะ ที่เอ็มพยายามบอก ส่วนนึงยอมรับว่าอิจฉาน้อง แต่เอ็มต้องบอกก่อนเลยว่า บางครั้งไม่ใช่ว่าเอ็มได้อะไรแล้วน้องจะได้เหมือนเอ็ม ต้องให้น้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ได้รับ พ่อกับแม่ก็บอกว่าเขาไม่ได้มองมุมนี้เลย แต่พอเอ็มพูดเขาก็เข้าใจ เปลี่ยนแป๊บนึงแล้วก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ลูกชายอะ เขาอยากได้มาก
ตอนเด็กๆเขาเป็นคนที่ดื้อมาก เป็นคนหน้ามึนมาก เราเห็นเขาฉีดยา แล้วเขาเป็นคนที่ฟอร์มมากอะไรทำเขาไม่ได้เลย แล้วเขาฉีดยา แล้วเขาเจ็บกลั้นไว้ไม่ร้องไห้ เราก็เห็นน้องกำลังจะเสียทรงละก็เลยหัวเราะ นี่โมโห สาวกำปั้นมาเลย ใส่เข้าท้องเราเลย เราไม่ถึงกับลงไม้ ลงมือกับน้อง แต่เราชอบฟ้องพ่อ แต่พ่อก็จัดการอะไรไม่ได้อยู่ดี น้องก็คือน้อง เด็กเขาดื้อตามประสา”
“มิกซ์” ตั้งแต่เด็กเคยโดนตีไหม?
มิกซ์ : “โดนครับ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ตีเลยครับ มันมีหลายเรื่องมากเลยครับ ไม่ตั้งใจเรียน เป็นคนสมาธิสั้น ไปติวมาก็ยังเรียนไม่รู้เรื่อง โดนตีจนพ่อกับแม่ให้เขียนคัดลายมือหมดหน้าเลยครับ ผมก็เริ่มรู้เรื่องขึ้นครับ”
เอ็ม : “ส่วนมากเวลาเราทะเลาะกันเขาไม่ทำโทษนะคะ เราเคลียร์กันเอง มันเป็นเรื่องติ้งต๊องสำหรับพี่น้อง”
มิกซ์ : “ถ้าเป็นเรื่องพี่น้อง พ่อ แม่ จะไม่ยุ่งเลยให้เคลียร์กันเอง”
แล้วตอนที่เอ็มไปเรียนเมืองนอกอยากไปเอง หรือว่าทนน้องไม่ได้?
เอ็ม : “อยากไปเรียนเอง ไม่ใช่เพราะน้อง อยากไปตั้งแต่ ป.6 แล้ว พยายามขอคุณพ่อมาตลอด ม.3 ก็ไม่ให้ไป จนกระทั่ง ม.6 คุณพ่อไม่สามารถปฏิเสธได้แล้ว เพราะว่าเราไปหาข้อมูลทุกอย่างมาหมด เหลือแค่ลายเซ็นกับจ่ายเงินแค่นั้นเอง และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้สถานะของพี่น้องมันแน่นแฟ้นกว่าเมื่อก่อน คือคนมันเป็นคู่กัด พอเราทะเลาะกันทุกวัน แล้วเหมือนวันนึงเราขาดอะไรไป มันทำให้เรารู้สึก และเห็นคุณค่า วันนี้ไม่ได้มีอยู่ข้างๆแล้ว ไม่มีใครมาทะเลาะกับเราเรื่องปัญญาอ่อน”
ตอนที่พี่ไปรู้สึกยังไง?
มิกซ์ : “รู้สึกอยากคุยด้วยเหตุและผล ไม่ได้อยู่ดีๆมางอแงใส่กัน มาหาเรื่องทะเลาะกัน ก็เหมือนว่ามีความเป็นพี่น้องมากขึ้น แล้วพยายามหาเรื่องคุยปกติสเต็ปนึงที่ไม่ได้มาทะเลาะกันเหมือนเดิม”
สนิทกัน คุยกันทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องเซ็กส์ด้วย?
มิกซ์ : “แนะนำครับ เพราะว่าช่วงนั้นผมไปอยู่กับพี่เอ็มที่แคนาดา”
เอ็ม : “ด้วยความที่เขาเริ่มโตแล้ว เราไม่อยากให้เขาเดินทางผิด ไม่อยากให้เขาไปดับอนาคตตัวเอง ก็เลยแนะนำน้องให้ป้องกันด้วยนะ เพราะเรื่องอย่างนี้เราห้ามไม่ได้หรอก แล้วก็คนที่อยู่ใกล้น้องมากที่สุดคือเรา ฉะนั้นเราก็เหมือนผู้ปกครองน้อง ก็บอกน้องว่าจะอะไรยังไงก็ตาม เราป้องกันตัวเองนะ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องโรค หรือท้องก่อนวัยอันควร ลองคิดดูนะ ถ้าหนูไปทำผู้หญิงท้อง หนูจะเป็นยังไง หนูจะไปต่อไม่ได้แล้วนะ มันไม่ใช่แค่พ่อแม่เสียใจอย่างเดียว แต่มันคือการดับอนาคตตัวเองด้วย”
พี่สาวเขาสอนเรื่องนี้เราเขินไหม?
มิกซ์ : “ไม่ครับ ด้วยวัฒนธรรมบ้านเขาไม่เหมือนบ้านเรา มีอะไรก็พูดตรงๆ ผมก็เลยรู้สึกว่าพี่เอ็มโอเค เปิดใจพูดกันตรงๆ”
เอ็ม : ก็มีปรึกษากันเรื่องทั่วไป เรื่องการใช้ชีวิต สิ่งที่เอ็มกังวลน้องที่สุดคือเรื่องการใช้เงินมากกว่า เพราะด้วยความที่ตัวเอ็มเองเป็นคนที่ใช้เงินเก่ง แล้วเคยผิดพลาดทางการใช้เงิน ใช่เงินเกินตัว ยอมรับว่าเป็นคนที่เหลิงมาก ด้วยความที่คุณพ่อเป็นดารา ได้เงินมาง่าย เราก็ได้รับอิทธพลในส่วนนี้มาว่า เราใช้เงินเดี๋ยวออกไปก็เข้ามาใหม่ มันก็เลยทำให้เราใช้เงินเกินตัว จนเป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะมาก 4-5 แสน จนต้องไปขอให้คุณพ่อเคลียร์ให้ แล้วพ่อก็ไม่ด่าสักคำ เราแทบกราบให้พ่อด่าเลย”
เวลาพ่อไม่ว่ามันทำให้เรารู้สึกยังไง สยองกว่าเดิมไหม?
เอ็ม : “ใช่ เอ็มถึงได้บอกว่า แทบกราบ ด่าเอ็มเถอะ เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทำไมเขาไม่ว่า ทำไมเขาไม่สอน เหมือนตลอดระยะเวลาเขาสอนเรามาตลอดแล้วว่าอย่าใช้เงินแบบนี้ ให้สำรองตัวเองไว้ วันนึงไม่สบายเรายังมีเงินไว้รักษา”
พอเห็นน้องเป็นเหมือนเราเลย เราบอกน้องยังไง?
เอ็ม : “ให้เราเป็นตัวอย่าง ยุคนี้เราไม่สามารถมีอาชีพเดียวได้ เราต้องมีหลายๆอาชีพ ต้องทำหลายๆอย่าง บางครั้งสิ่งที่เราชอบอาจจะไม่ได้ทำเงินให้เรา สิ่งที่ทำเงินให้เราอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ เพราะฉะนั้นแล้วทำควบคู่ไปด้วยจะดีกว่า แล้วก็ถ้าไม่มีก็ใช้อย่างประหยัด ไม่อยากให้ใช้เกินตัว เอ็มเคยเป็นมาแล้ว เอ็มรู้ว่ามันลำบาก”
เรื่องการเงินใครสอนดีกว่ากันระหว่างคุณพ่อหรือว่าพี่เอ็ม?
มิกซ์ : “ผมว่าไม่มีใครสอนดีหรือไม่ดี ผมว่าคอยแนะนำ คอยเตือนตลอดเป็นพี่สาวผม แต่ที่พ่อไม่ได้เตือนตลอดเขาอยากให้ลองผิด ลองถูก ลองรับผิดชอบเอง ลองล้มดูบ้าง ผมไม่มีเครดิตการ์ดครับ ผมกู้อย่างเดียว”
“มิกซ์” เป็นแร็ปเปอร์ที่ดังมากชื่อ VKL ชื่อนี้เอ็มเป็นคนตั้ง?
เอ็ม : “พอดีเราไปเที่ยวเม็กซิโกกัน แล้วเอ็มก็ตั้งชื่ออัลบั้มว่า VKL IN Mexico แล้วน้องก็ถามอะไรคือ VKL ซึ่งมันคือ “วงษ์คำเหลา” ไง ชอบ ตาน้องนี่เป็นประกายเลย”
มิกซ์ : “ผมชอบแร็ปตอนที่พี่เอ็มกลับมาไทยช่วงนึง แล้วกลับไปแคนนาดาต่อ แล้วเวลามีเพลงฮิตพี่เอ็มก็เอามาให้ฟัง แต่ส่วนมากก็เป็นแนว R&B แต่มันก็มีแร็ปเปอร์อยู่ในนั้นด้วย”
การเกิดมาภายใต้ร่มของลูกหม่ำ ยากไหม?
เอ็ม : “มันยากมากกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเดินไปไหน เหมือนเรามีไฟมาส่องตลอด ทุกคนรู้จักเรา เราจะทำอะไรทุกคนจะคอยจ้องละ ถูกหรือเปล่า ผิดหรือเปล่า ทำไมลูกพี่หม่ำทำแบบนี้ คือมันเหมือนมีบันทัดฐานของพ่อ เอาง่ายๆ มีเงาและรอยเท้าของพ่ออยู่แล้ว เราไม่สามารถเหยียบให้มันเท่ารอยเท้าพ่อได้ แต่พอโตขึ้นมาเอ็มเปลี่ยนมุมมอง คนจะมองว่าเราจะต้องเหมือนพ่อ ต้องตลกเหมือนพ่อ แต่ธรรมชาติแล้วไม่มีใครเก่งเหมือนกันหรอก
ออกมาจากท้องพ่อ ท้องแม่ ไม่ได้หมายความว่าเอ็มต้องเป็นตลก เอ็มอาจจะถนัดทางอื่นก็ได้ เอ็มอยากให้มองที่ความสามารถของแต่ละคน อย่างเอ็มชอบพูด เอ็มอยากเป็นพิธีกร น้องชอบร้องเพลง ซึ่งอย่างเมื่อก่อนจะโดนดูถูกเยอะ โดยเฉพาะช่วงที่เอ็มเข้ามาทำหนังเรื่องแรก แรงกดดันก็จะเยอะมากว่าจะ 100 ล้านเท่าพ่อหรือเปล่า จะทำได้เท่าพ่อไหม ไปเรียนมาต้องดีกว่าพ่อสิอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันกดดันมาก ทุกครั้งที่เอ็มไปออกกอง เอ็มร้องไห้ตลอด ไม่เอ็นจอย รู้สึกว่ามันกดดันมากเลย มันเหมือนเราไม่ได้เป็นตัวเอง เหมือนเราต้องเป็นเอ็มลูกหม่ำ มันไม่ใช่เอ็ม บุษราคัม แค่ตอนนี้ดีเพราะทุกคนสามารถรู้จักเอ็ม บุษราคัม ได้แล้ว ไม่มีลูกหม่ำมาต่อท้ายแล้ว”
ถ้าจำไม่ผิดเรื่องนี้คว้าไป 200 กว่าล้าน?
เอ็ม : “ใช่ค่ะ แต่ว่าแอบรู้สึกว่าส่วนนึงเป็นเพราะเครดิตของพ่อหรือเปล่า เพราะพอเป็นเอ็ม ลูกหม่ำปุ๊บ คนก็มาดู อันนี้เป็นส่วนที่เอ็มคิดนะ อาจจะแสดงความสามารถได้ไม่เต็มที่
มิกซ์ : “ผมพูดตรงๆ ผมไม่สนแล้วว่าคนอื่นจะมองผมยังไง แต่สมัยก่อนคิด เหมือนพยายามมากดดัน แล้วใส่เรื่องราวที่ไม่ใช่ตัวเรา แล้วเราก็พยายามจะทำให้คนยอมรับให้ได้ แต่พอมาตอนนี้ผมไม่สนแล้ว (หลุดมาจากกรอบตรงนี้ได้ไง?) ช่วงโควิด ล็อกดาวน์ครั้งแรกผมคิดมากเกินไป ผมไปอ่านคอมเมนต์พวกดราม่าจนผมเข้าโรงพยาบาล กินไม่เป็นเวลา บวกกับเรื่องเพลง ผมก็เลยคิดวันที่ผมเข้าโรงพยาบาลมีพี่สาวผมโทรมาถาม พ่อผม แม่ผม แล้วแฟนผมมาหาผมเลย ผมเลยรู้สึกว่าทำไมผมต้องไปแคร์คนแบบนั้นด้วย แล้วคำถามผมคือรู้สึกกดดันไหม มันเป็นคำถามของเขามากกว่า คุณรู้สึกกดดันไหมที่ได้แค่เมนต์อย่างเดียว ถ้าคุณมาดูผม คุณก็สามารถเช็กงานผมในยูทูบได้
เอ็ม : เป็นลูกพ่อดีทุกตรง อาจจะมีบ้างตอนเด็กๆโดนล้อ แต่พอเราโตมาดีทุกตรง ภูมิใจในความเป็นพ่อ เพราะคนรักพ่อเยอะมากมันทำให้พลังรักที่คนส่งมาให้พ่อ มันส่งต่อมาถึงเอ็ม ถึงน้อง ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรยอมรับเลยว่ามีคนสนับสนุน เพราะเขารักพ่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลายคนจะอิจฉาว่าเราสองคนไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เก่งจริงต้องเริ่มจากศูนย์สิ ซึ่งจริงๆแล้วเอ็มมองว่านี่เป็นข้อดีของเอ็ม แล้วเอ็มต้องมองเห็นข้อดีของเอ็มให้ได้ เพื่อที่จะเอาต้นทุนชีวิตที่ดีไปทำให้กำไรชีวิตเอ็มดีด้วย”
ถ้ามีคนรักก็ต้องมีคนมาหาผลประโยชน์ เจอเยอะไหม?
เอ็ม : “เยอะมาก มาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนอยากจะมาเป็นแฟน อยากจะมาทำธุรกิจด้วย ทุกคนล้วนมีอะไรในใจทุกคน (หนักสุดยังไง?) อยากได้อะไรจากพ่อเรานี่แหละ อยากให้พ่อเอาเขาไปเล่นหนัง หรืออยากจะเข้ามาถ่ายอะไรกับพ่อ แต่ส่วนใหญ่จะมาหาเราเพราะอยากพุ่งไปหาพ่อ แต่เอ็มบอกตรงๆ ว่าเอ็มเป็นคนทันคน เอ็มเป็นห่วงน้องมากกว่า”
มิกซ์ : “คือบางทีก็มีคนเข้ามาทางพ่อ ทางแม่ แล้วมาทำดีกับเรา แต่เราก็มองเห็นและดูออก แต่ก็ไม่บอกพ่อ แค่มองหน้าเฉยๆ”
เคยมีคนเดินมาขอเงินเลยไหม?
เอ็ม : “มีค่ะ มีครั้งนึงคนไม่รู้จักเลยนะ มากดอ๊อดหน้าบ้านตอนเที่ยงคืน มาขอยืมเงินหมื่นนึง แล้วพ่อก็ไปเปิดประตูให้เขา”
มิกซ์ : “ล่าสุดผมก็เจอ ขับรถเข้าบ้านเจอเลย ผมมาหาหม่ำ อยากมาทำงานกับพ่อ”
เอ็ม : “น่ากลัวมาก บางทีก็หาที่อยู่เราเจอได้ไงก็ไม่รู้ กลายเป็นว่าความเป็นส่วนตัวก็ไม่มี เข้ามาเจอเลย”
มีอะไรอยากบอกพี่ไหม?
มิกซ์ : “ผมแฮปปี้ทุกอย่าง พี่เอ็มมีครอบครัว แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดเรื่องการถ่ายรูปใส่ชุดว่ายน้ำแล้วลง สวยครับ แต่ความหมายผม ผมไม่อยากให้ลง ผมไม่อยากเห็นคนอื่นบอกว่าสวยจัง คือพี่เอ็มเขาเป็นแม่แล้ว”
"เอ็ม" มีอะไรจะบอกน้องไหม?
เอ็ม : “แค่เป็นห่วงเขา อยากให้เขาเป็นฝั่ง เป็นฝาได้แล้ว แล้วก็ขอให้เขาประสบความสำเร็จในการทำงาน”
ขอบคุณภาพจาก IG emmeemm ,vongkumlao