บอนนี ไทเลอร์ นักร้องชาวเวลส์ เจ้าของบทเพลงระดับตำนานอย่าง "Total Eclipse of the Heart" และ "Holding Out for a Hero" เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 75 ปี ตามรายงานของ BBC
BBC รายงานว่า บอนนี ไทเลอร์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในประเทศโปรตุเกส หลังต่อสู้กับอาการป่วยมาเป็นเวลานาน และเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ฉุกเฉินเมื่อไม่นานมานี้
บอนนี ไทเลอร์ มีชื่อจริงว่า เกย์เนอร์ ฮอปกินส์ เกิดเมื่อปี 1951 ในแคว้นเวลส์ เป็นบุตรคนที่ 4 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน เติบโตในครอบครัวของคนงานเหมืองถ่านหินและแม่บ้าน
แม้จะเป็นเด็กขี้อาย แต่เธอเริ่มหลงใหลการร้องเพลงตั้งแต่อายุ 7 ขวบ หลังได้ชมละครเพลงในโบสถ์ และตัดสินใจเดินตามเส้นทางดนตรีในเวลาต่อมา
จุดเด่นที่ทำให้เสียงร้องของเธอเป็นที่จดจำไปทั่วโลก คือเสียงแหบอันทรงพลัง ซึ่งเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหลังการผ่าตัดก้อนเนื้อที่เส้นเสียงในปี 1977 เมื่อแพทย์สั่งให้งดใช้เสียง แต่เธอกลับเผลอตะโกนด้วยความโกรธ ทำให้เสียงเปลี่ยนไปอย่างถาวร และกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว
ไทเลอร์เริ่มออกอัลบั้มตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 แต่ก้าวสู่ความสำเร็จสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1980 หลังร่วมงานกับ จิม สไตน์แมน นักแต่งเพลงชื่อดัง
บทเพลง "Total Eclipse of the Heart" กลายเป็นผลงานแจ้งเกิดระดับโลก ขึ้นอันดับ 1 ทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา พร้อมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี และมียอดสตรีมบน Spotify มากกว่า 1 พันล้านครั้ง
หลังจากนั้น เธอยังมีเพลงฮิตอีกหลายเพลง อาทิ "If You Were a Woman (And I Was a Man)" "Holding Out for a Hero", "It's a Heartache" และ "Lost in France" ซึ่งถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์ ซีรีส์ และโฆษณาจำนวนมาก
แม้ในช่วงหลังความนิยมในสหราชอาณาจักรจะลดลง แต่เธอยังคงประสบความสำเร็จในหลายประเทศของยุโรป โดยเฉพาะนอร์เวย์ ออสเตรีย และฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นตัวแทนสหราชอาณาจักรในการประกวด Eurovision Song Contest ปี 2013
ในปี 2022 เธอได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Member of the Order of the British Empire (MBE) เพื่อยกย่องผลงานด้านดนตรี
ด้านชีวิตส่วนตัว บอนนี ไทเลอร์ สมรสกับ โรเบิร์ต ซัลลิแวน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแฟนคนแรกของเธอตั้งแต่ปี 1973 ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันยาวนาน แต่ไม่มีบุตร
ตลอดเวลากว่า 5 ทศวรรษในวงการดนตรี บอนนี ไทเลอร์ ได้ฝากผลงานเพลงร็อกบัลลาดอันทรงพลังไว้มากมาย และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักร้องหญิงเสียงเอกลักษณ์ที่สุดของโลก
ที่มา: Reuters